ในการทำโฆษณา Google Ads หลายคนให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดและรูปภาพจนลืมสิ่งที่เป็นหัวใจหลักของการบริหารเงิน นั่นคือ “เทคนิคประมูลราคา Google Ads (Bidding Strategy)”
Google Ads ทำงานด้วยระบบการประมูล (Auction) แบบ Real-time แต่การประมูลนี้ไม่ใช่ว่า “ใครจ่ายเยอะสุดคนนั้นชนะ” เสมอไป มันคือเกมของการวางกลยุทธ์ ว่าเราจะบอกให้ Google ช่วยเราประหยัดเงิน หรือบอกให้ Google ช่วยเราเร่งยอดขาย
ในปี 2025 ที่ AI ของ Google (Smart Bidding) ฉลาดขึ้นมาก การเลือก Bidding Strategy ที่ผิดพลาด อาจหมายถึงการเผาเงินเล่นวันละหลายพันบาทโดยไม่ได้อะไรกลับมา บทความนี้ MSKMedia จะพาคุณไปทำความเข้าใจกลยุทธ์การเสนอราคาแต่ละแบบ เพื่อให้คุณเลือกใช้ได้เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจที่สุด
ประสบการณ์จาก MSKMedia: ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่เหมาะกับ AI
เราพบบ่อยครั้งว่า ลูกค้าใหม่ที่มาปรึกษาเรา มักตั้งค่าเป็น Maximize Conversions ตั้งแต่วันแรกทั้งที่บัญชียังไม่มีข้อมูลการขายเลย ผลลัพธ์คือค่าคลิกแพงหูฉี่! ที่ MSKMedia เรามีความเชี่ยวชาญในการ “เลี้ยงบัญชี” โดยเริ่มจากกลยุทธ์ที่ควบคุมได้ (Manual) ก่อนจะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติ (Automation) ในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าได้ต้นทุนที่คุ้มค่าที่สุด
เจาะลึก 5 กลยุทธ์การเสนอราคา (Bidding Strategies) ยอดฮิตปี 2025
เราแบ่งกลยุทธ์ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ Manual (เราคุมเอง) และ Automated (AI คุมให้)
1. Manual CPC (ควบคุมเองทุกบาททุกสตางค์)
นี่คือท่าไม้ตายคลาสสิกที่คุณเป็นคนกำหนดเพดานราคาค่าคลิก (Max CPC) ของแต่ละคีย์เวิร์ดเอง
- เหมาะสำหรับ: บัญชีใหม่ที่ยังไม่มี Data, ธุรกิจที่มีงบจำกัดมาก, หรือต้องการคุมราคาประมูลของคีย์เวิร์ดบางคำเป็นพิเศษ
- ข้อดี: คุมงบอยู่หมัด ไม่มีการจ่ายเกินราคาที่ตั้งไว้
- ข้อเสีย: เหนื่อย! ต้องเข้ามาปรับราคาบ่อยๆ เพื่อให้ทันคู่แข่ง
2. Maximize Clicks (เน้นคนเข้าเว็บเยอะไว้ก่อน)
บอก Google ว่า “ฉันมีงบเท่านี้ พาคนเข้าเว็บให้ได้จำนวนเยอะที่สุด”
- เหมาะสำหรับ: การสร้าง Brand Awareness, เว็บไซต์คอนเทนต์, หรือช่วงแรกของการเก็บ Data ลง Pixel
- ข้อควรระวัง: ต้องตั้ง “Maximum CPC Bid Limit” (เพดานราคาคลิก) ไว้เสมอ ไม่งั้น Google อาจประมูลคลิกแพงๆ มาให้จนงบหมดไว
3. Maximize Conversions (เน้นยอดขาย/คนลงทะเบียน)
นี่คือ Smart Bidding ยอดฮิต บอก Google ว่า “หานักช้อปให้ฉันที ภายในงบเท่านี้”
- เหมาะสำหรับ: ธุรกิจที่ต้องการยอดขายและมีข้อมูล Conversion ย้อนหลังในระบบอย่างน้อย 15-30 รายการต่อเดือน
- การทำงาน: AI จะวิเคราะห์พฤติกรรมคน ถ้าใครมีแนวโน้มจะซื้อ มันจะประมูลสู้ยิบตา (ค่าคลิกอาจจะแพง แต่โอกาสขายได้สูง)
4. Target CPA (Cost Per Acquisition) (คุมต้นทุนต่อการขาย)
ขั้นกว่าของ Max Conversions คือการบอก Google ว่า “หาลูกค้าให้หน่อย แต่ห้ามเกินหัวละ xxx บาท นะ”
- เหมาะสำหรับ: ธุรกิจบริการ, Lead Generation (หาคนกรอกฟอร์ม) ที่รู้ต้นทุนกำไรที่แน่นอน
- ข้อดี: ควบคุมความคุ้มค่าได้ดีที่สุด
- ข้อเสีย: ถ้าตั้งราคาเป้าหมายต่ำเกินไป โฆษณาอาจจะไม่รันเลย (เพราะ AI หาให้ไม่ได้ในราคานั้น)
5. Target ROAS (Return On Ad Spend) (เน้นผลตอบแทนการลงทุน)
นี่คือ “จุดสูงสุดของสาย E-commerce” บอก Google ว่า “จ่ายค่าแอด 1 บาท ต้องได้ยอดขายกลับมา 5 บาท (ROAS 500%)”
- เหมาะสำหรับ: ร้านค้าออนไลน์ที่มีสินค้าหลายราคา และติดตั้ง Value Tracking เรียบร้อยแล้ว
- ข้อดี: การันตีกำไรได้ชัดเจนที่สุด
- ข้อเสีย: ต้องการ Data มหาศาลเพื่อความแม่นยำ
ตารางสรุป: เลือก Bidding Strategy ไหนดี?
| เป้าหมายธุรกิจ (Business Goal) | กลยุทธ์ที่แนะนำ (Recommended Strategy) | สิ่งที่ต้องมีก่อนใช้ |
| อยากได้คนเข้าเว็บเยอะๆ | Maximize Clicks | เว็บไซต์ที่รองรับ Traffic ได้ |
| งบน้อย ต้องการคุมราคาคลิก | Manual CPC | เวลาในการเฝ้าจอ |
| อยากได้ยอดขาย (บัญชีใหม่) | Enhanced CPC (eCPC) | Conversion Tracking พื้นฐาน |
| อยากได้ยอดขาย (บัญชีเก่า) | Maximize Conversions | ประวัติ Conversion > 30 รายการ |
| อยากคุมต้นทุนต่อลูกค้า 1 ราย | Target CPA (tCPA) | รู้ตัวเลขต้นทุนที่รับได้ |
| อยากได้กำไรสูงสุด (E-commerce) | Target ROAS (tROAS) | Conversion Value Tracking |
เทคนิคลับจาก MSKMedia: “Portfolio Bid Strategy”
หลายคนไม่รู้ว่าเราสามารถตั้งค่า Bidding Strategy ครั้งเดียว แล้วนำไปใช้ครอบคลุมหลายๆ แคมเปญพร้อมกันได้ เรียกว่า Portfolio Bid Strategy
- ประโยชน์: ช่วยรวบรวม Data จากหลายแคมเปญมารวมกัน ทำให้ AI เรียนรู้ได้เร็วกว่าการแยกทำทีละแคมเปญ และบริหารงบรวมได้ง่ายขึ้น
ข้อควรระวังปี 2025: กับดักของ Learning Phase
ทุกครั้งที่คุณเปลี่ยน Bidding Strategy หรือปรับงบประมาณแบบก้าวกระโดด (เกิน 20%) ระบบจะเข้าสู่ช่วง Learning Phase (การเรียนรู้) ซึ่งกินเวลา 7-14 วัน ช่วงนี้ผลลัพธ์จะแกว่งและค่าแอดอาจแพงขึ้น
- คำแนะนำ: “อดทน” อย่าเพิ่งไปปรับแก้อะไรในช่วงนี้ ปล่อยให้ AI เรียนรู้จนจบก่อน แล้วค่อยวัดผล
ให้มืออาชีพช่วยวางแผนการเงินให้คุณ
การเลือก Bidding Strategy ผิด ก็เหมือนการวางเดิมพันผิดโต๊ะ หากคุณไม่อยากเสี่ยงกับการที่ AI ถลุงงบจนหมดโดยไม่มียอดขาย ให้ทีมงาน MSKMedia เข้ามาช่วยวิเคราะห์และวางกลยุทธ์ เราเชี่ยวชาญการผสมผสานระหว่าง Manual Control และ AI Automation เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ติดต่อเราเพื่อเพิ่มกำไรให้แคมเปญ:
| ช่องทางการติดต่อ | ข้อมูล |
| ชื่อบริษัท | บริษัท เอ็ม เอส เค มีเดีย จำกัด |
| เว็บไซต์ | https://www.mskads.com/ |
| เบอร์โทรศัพท์ | 090-021-1529 |
| MSK MEDIA | |
| @mskmediaofficial | |
| ที่อยู่ | 159 หมู่ที่ 15 ตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย จ.มหาสารคาม 44150 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
สำหรับบัญชีใหม่เอี่ยม เราแนะนำ Maximize Clicks (พร้อมตั้ง Max Bid Limit) เพื่อดึงคนเข้าเว็บมาเก็บ Data ก่อน หรือใช้ Manual CPC ถ้าคุณอยากคุมเอง อย่าเพิ่งรีบใช้ Max Conversions ถ้ายังไม่มียอดขายเกิดขึ้น
เมื่อแคมเปญของคุณเริ่มมี Conversion สม่ำเสมอ อย่างน้อย 15-30 รายการ ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา เป็นสัญญาณว่า AI มีข้อมูลพอที่จะทำงานแทนคุณได้แล้ว
เพราะคุณอาจจะตั้งเป้าหมาย “ต่ำเกินจริง” เช่น ปกติต้นทุนต่อการขายคือ 500 บาท แต่คุณไปตั้ง Target CPA ไว้ที่ 100 บาท ระบบจะมองว่าเป็นไปไม่ได้และหยุดทำงาน วิธีแก้คือให้ตั้งราคาตามจริงก่อน แล้วค่อยๆ ลดลงทีละ 10%
ถ้าคุณใช้ Smart Bidding (เช่น Max Conversions) ค่าคลิกแพงขึ้นเป็นเรื่องปกติครับ เพราะ AI เลือกประมูลเฉพาะ “คลิกที่มีคุณภาพสูง” (คนที่น่าจะซื้อแน่ๆ) ให้ดูที่ต้นทุนต่อการขาย (CPA) หรือความคุ้มค่า (ROAS) แทน ถ้ากำไรยังดี ค่าคลิกแพงก็ไม่ใช่ปัญหา
References
เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์การเสนอราคาและการบริหาร PPC:
- Optmyzr Blog: แหล่งรวมเทคนิค PPC ระดับสูงและการใช้ Automation (ภาษาอังกฤษ) https://www.optmyzr.com/blog/
- PPC Hero: เว็บไซต์ระดับตำนานที่รวบรวมเทคนิค Bidding Strategy ไว้มากมาย https://www.ppchero.com/
- Search Engine Watch – PPC: ข่าวสารและกลยุทธ์ล่าสุดในวงการ Search Marketing https://www.searchenginewatch.com/category/ppc/