Engagement คืออะไร วัดยังไงให้รู้ว่าช่วยขายของ

Peerapat — MSK Media
Peerapat
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing, Facebook Ads, Google Ads และ Lead Generation
Category :
Tag :

Engagement คือ การที่คนตอบสนองกับคอนเทนต์ของคุณ ทั้งกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ เซฟ และคลิก วัดออกมาเป็น Engagement Rate หรือสัดส่วนคนที่ตอบสนองเทียบกับคนที่เห็นโพสต์ ยิ่งค่านี้สูง ยิ่งบอกว่าคอนเทนต์ตรงกับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ

Engagement คืออะไร แล้วทำไมเจ้าของธุรกิจต้องสนใจ

เข้าใจ Engagement แล้วคุณจะเลิกดูโพสต์แบบเดา ๆ ว่าอันไหน “น่าจะดี” เพราะมีตัวเลขบอกชัดว่าคอนเทนต์ชิ้นไหนคนหยุดดู ชิ้นไหนคนเลื่อนผ่าน

Engagement แปลตรงตัวคือการมีส่วนร่วม หมายถึงทุกครั้งที่คนเห็นโพสต์ของคุณแล้วลงมือทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะกดไลก์ พิมพ์คอมเมนต์ กดแชร์ เซฟเก็บไว้ หรือคลิกดูรายละเอียด การกระทำเหล่านี้คือสัญญาณว่าคอนเทนต์ของคุณ “สื่อสารถึงเขา” ไม่ใช่แค่ผ่านตาไปเฉย ๆ

สำหรับเจ้าของธุรกิจ Engagement มีค่าเพราะมันคือด่านแรกก่อนที่คนจะกลายเป็นลูกค้า คนที่ไม่เคยสนใจแบรนด์คุณเลย จะไม่มีทางทักมาถามราคา แต่คนที่กดไลก์ คอมเมนต์ และเซฟโพสต์คุณบ่อย ๆ คือคนที่เริ่มคุ้นเคยและไว้ใจ พอถึงวันที่เขาต้องซื้อของแบบที่คุณขาย ชื่อคุณจะอยู่ในหัวเป็นตัวเลือกแรก คอนเทนต์ที่มี Engagement ดีจึงเป็นตัวช่วยปูทางไปสู่ยอดขาย ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามของหน้าเพจ

ดูภาพรวมได้ว่า Social Media ใช้สร้างยอดขายให้ธุรกิจได้ยังไง เพราะ Engagement คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของภาพนั้น

Engagement วัดจากอะไรบ้าง

ก่อนจะดูว่าคอนเทนต์ช่วยขายไหม คุณต้องรู้ก่อนว่า Engagement หนึ่งครั้งมาได้จากหลายรูปแบบ และแต่ละแบบมีน้ำหนักต่อยอดขายไม่เท่ากัน ตารางนี้ช่วยให้คุณอ่านค่าในเพจได้ว่าตัวไหนแค่ดูดี ตัวไหนใกล้เงินจริง

ประเภท Engagementบอกอะไรเกี่ยวกับคอนเทนต์น้ำหนักต่อยอดขาย
ไลก์ (Like)คนเห็นแล้วรู้สึกชอบแบบผ่าน ๆต่ำ
คอมเมนต์ (Comment)คนสนใจพอจะหยุดพิมพ์ตอบปานกลาง
แชร์ (Share)คอนเทนต์มีค่าพอให้บอกต่อคนอื่นปานกลางถึงสูง
เซฟ (Save)คนตั้งใจเก็บไว้ดูซ้ำ ใกล้ตัดสินใจสูง
คลิก (Click)คนอยากรู้รายละเอียดหรือราคาต่อสูงที่สุด

อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นว่า ยอดไลก์ที่หลายคนภูมิใจนักหนา จริง ๆ แล้วมีน้ำหนักน้อยที่สุด เพราะการกดไลก์ใช้แรงแค่นิ้วเดียวและไม่ได้แปลว่าคนอยากซื้อ ในทางกลับกัน “เซฟ” และ “คลิก” ที่คนมักมองข้าม กลับเป็นสัญญาณที่ใกล้เงินมากที่สุด เพราะคนจะเซฟหรือคลิกก็ต่อเมื่อคอนเทนต์มีประโยชน์กับเขาจริง

  • ไลก์และวิว: ดูภาพรวมว่าคอนเทนต์เข้าถึงคนกว้างแค่ไหน
  • คอมเมนต์และแชร์: ดูว่าคอนเทนต์กระตุ้นให้คนอยากมีส่วนร่วมได้ไหม
  • เซฟและคลิก: ดูว่าคอนเทนต์มีค่าพอให้คนอยากเก็บหรืออยากรู้ต่อ

Engagement Rate คำนวณยังไง ตัวเลขแค่ไหนถึงเรียกว่าดี

Engagement Rate ช่วยให้คุณเทียบคอนเทนต์คนละชิ้นได้อย่างยุติธรรม เพราะโพสต์ที่คนเห็นแสนคนกับโพสต์ที่คนเห็นพันคน ไม่ควรวัดกันด้วยยอดไลก์ดิบ ๆ แต่ควรวัดด้วยสัดส่วน

สูตรพื้นฐานที่ใช้กันคือ

Engagement Rate = (จำนวน Engagement ทั้งหมด หารด้วย จำนวนคนที่เห็นโพสต์) คูณ 100

ตัวอย่างเช่น โพสต์หนึ่งมีคนเห็น 2,000 คน มีคนกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ และเซฟ รวมกัน 100 ครั้ง Engagement Rate ของโพสต์นี้คือ 100 หารด้วย 2,000 คูณ 100 เท่ากับ 5%

บางเพจเลือกหารด้วยจำนวนผู้ติดตามแทนจำนวนคนที่เห็น ก็ทำได้ ขอแค่ใช้ฐานเดียวกันทุกครั้งที่เทียบ จะได้ไม่หลอกตัวเอง

ส่วนคำถามว่าตัวเลขแค่ไหนถึงเรียกว่าดี ให้ใช้ค่าอ้างอิงกลาง ๆ นี้เป็นจุดตั้งต้น แล้วค่อยปรับตามธุรกิจของคุณ

  • ต่ำกว่า 1%: คอนเทนต์ยังไม่ค่อยตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ควรลองปรับแนวทาง
  • ราว 1 ถึง 3%: อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของเพจธุรกิจทั่วไป ถือว่าพอใช้
  • มากกว่า 3 ถึง 5%: คอนเทนต์ทำงานได้ดี คนสนใจในระดับที่น่าพอใจ
  • มากกว่า 5%: ถือว่าดีมากสำหรับเพจธุรกิจ ควรจดไว้ว่าโพสต์แนวนี้ได้ผล

ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าอ้างอิง ไม่ใช่กฎตายตัว เพราะแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละแพลตฟอร์มมีพฤติกรรมคนต่างกัน สิ่งที่สำคัญกว่าการไล่ตามเปอร์เซ็นต์สูง ๆ คือการดูว่า Engagement ที่ได้มานั้นนำไปสู่ยอดขายหรือเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด

Engagement เยอะ ไม่ได้แปลว่าขายได้เสมอไป

นี่คือจุดที่เจ้าของธุรกิจหลายคนเสียเงินฟรีโดยไม่รู้ตัว โพสต์ที่ยอดไลก์ถล่มทลายอาจไม่สร้างยอดขายสักบาท ในขณะที่โพสต์ที่ไลก์น้อยกว่ากลับมีคนทักมาซื้อจริง

สาเหตุคือ Engagement บางประเภทเป็นแค่ “ตัวเลขที่ดูดี” หรือที่เรียกกันว่า Vanity Metric คือตัวเลขที่สูงแล้วรู้สึกดี แต่ไม่ได้บอกว่าธุรกิจได้เงิน เช่น คลิปตลกที่คนแชร์กันสนุก ๆ อาจได้วิวเป็นแสน แต่คนดูส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่จะซื้อสินค้าของคุณ ตัวเลขสวยแต่กระเป๋าไม่ตุง

ตารางข้างล่างเทียบให้เห็นชัดว่า ตัวเลขไหนแค่ดูดี และตัวเลขไหนที่บอกว่าคอนเทนต์กำลังช่วยขายจริง

ตัวเลขแบบ Vanity Metric (ดูดีแต่ไม่บอกยอดขาย)ตัวเลขที่บอกว่าคอนเทนต์ช่วยขาย
ยอด Like รวมทั้งเพจจำนวนคนคลิกลิงก์เข้าเว็บหรือหน้าสินค้า
ยอดวิวหรือ Reach ที่สูงจำนวนคนทักเข้า inbox หรือ DM
ยอดผู้ติดตามที่เพิ่มขึ้นจำนวนคนเซฟโพสต์เก็บไว้ดูภายหลัง
จำนวนแชร์ที่ไม่มีใครพิมพ์ต่อคอมเมนต์ถามราคา วิธีสั่ง หรือขอที่อยู่

วิธีอ่านตารางนี้ง่าย ๆ คือ คอลัมน์ซ้ายบอกว่าคอนเทนต์ “ดัง” ส่วนคอลัมน์ขวาบอกว่าคอนเทนต์ “ขายได้” สองอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เป้าหมายของธุรกิจคือทำให้ตัวเลขฝั่งขวาขยับ ไม่ใช่หลงดีใจกับตัวเลขฝั่งซ้ายเพียงอย่างเดียว

ดู Engagement ตัวไหน ถึงรู้ว่าคอนเทนต์ช่วยขายจริง

เมื่อรู้แล้วว่ายอดไลก์ไม่ใช่คำตอบ คำถามถัดมาคือแล้วต้องดูอะไร คำตอบคือ Engagement ที่พาคนขยับเข้าใกล้การซื้อทีละขั้น ซึ่งวัดได้ทั้งในหน้าเพจและในโฆษณา

1. คลิกเข้าเว็บหรือหน้าสินค้า

เมื่อคนคลิกลิงก์ในโพสต์เพื่อดูรายละเอียดหรือราคา แปลว่าเขาสนใจมากพอจะออกจากหน้าฟีดเพื่อหาข้อมูลเพิ่ม นี่คือก้าวสำคัญจากคนดูเฉย ๆ ไปเป็นคนที่กำลังพิจารณา และเป็นจุดที่คุณเปลี่ยนความสนใจให้เป็นยอดได้ ดูแนวทาง เปลี่ยน Engagement ให้กลายเป็น Conversion เพื่อไม่ให้คลิกที่ได้มาหลุดมือไปเปล่า ๆ

2. ทักเข้า inbox หรือ DM

คนที่ยอมพิมพ์ทักมาถามคือคนที่ตั้งใจมากกว่าคนกดไลก์หลายเท่า เพราะเขาใช้ความพยายามมากกว่าและมักมีความต้องการซื้ออยู่ในใจแล้ว จำนวนคนทักต่อโพสต์จึงเป็นตัวเลขที่ควรจับตามากกว่ายอดไลก์

3. คอมเมนต์ที่ถามราคาหรือวิธีสั่ง

คอมเมนต์ไม่เท่ากันทั้งหมด คำว่า “สวยจัง” กับคำว่า “อันนี้เท่าไรคะ” มีค่าต่างกันมาก คอมเมนต์กลุ่มหลังคือสัญญาณซื้อที่ชัดที่สุดในหน้าเพจ ควรตอบให้เร็วและวางระบบให้ทีมขายของคุณรับช่วงต่อได้ทัน

4. เซฟโพสต์

คนจะเซฟก็ต่อเมื่อคิดว่า “เดี๋ยวต้องกลับมาดูอันนี้” ซึ่งมักเกิดกับโพสต์รีวิว โปรโมชัน หรือข้อมูลเปรียบเทียบสินค้า ยอดเซฟที่สูงจึงบอกว่าคอนเทนต์มีค่าพอให้คนเก็บไว้ประกอบการตัดสินใจ

ทั้งสี่ตัวนี้มีจุดร่วมกันคือมันวัด “ความตั้งใจ” ไม่ใช่แค่ “ความชอบ” และความตั้งใจนี่เองที่แปลงเป็นยอดขายได้ ถ้าอยากให้คอนเทนต์กระตุ้นการกระทำเหล่านี้มากขึ้น หัวใจอยู่ที่ข้อความ ลองศึกษาวิธี เขียน Copywriting ที่กระตุ้น Engagement และยอดขาย เพราะคำพูดที่ดีคือสิ่งที่เปลี่ยนคนเลื่อนผ่านให้กลายเป็นคนคลิก

และถ้าคุณลงโฆษณาเพื่อดันคอนเทนต์ให้ถึงคนมากขึ้น การเลือกกลุ่มเป้าหมายให้แม่นคือกุญแจสำคัญ ช่วยให้ Engagement ที่ได้มาเป็นคนที่มีโอกาสซื้อจริง ไม่ใช่คนที่แค่ผ่านมา ดูวิธี ยิงแอด Facebook ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ทุกบาทที่จ่ายไปได้ Engagement ที่มีคุณภาพกลับมา

ให้เราช่วยอ่านค่า Engagement ในเพจและโฆษณาของคุณ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าตัวเลขในเพจของคุณตัวไหนคือ Vanity Metric และตัวไหนกำลังสร้างยอดขาย เรารับวิเคราะห์คอนเทนต์และบัญชีโฆษณาให้ฟรี ชี้ให้เห็นว่าโพสต์แบบไหนได้แค่ไลก์ และแบบไหนที่พาคนไปถึงการทักหรือคลิกซื้อ พร้อมบอกว่าควรทำคอนเทนต์แนวไหนต่อ เราหา Lead คุณภาพให้ ส่วนการปิดการขายยังเป็นหน้าที่ของทีมขายคุณเหมือนเดิม จากนั้นค่อยคุยกันว่าจะเริ่มปรับตรงไหนก่อน

คำถามที่พบบ่อย

Engagement Rate เท่าไรถึงเรียกว่าดี?

สำหรับเพจธุรกิจทั่วไป ค่าเฉลี่ยอยู่ราว 1 ถึง 3% ถ้าเกิน 3 ถึง 5% ถือว่าดี และเกิน 5% ถือว่าดีมาก แต่ตัวเลขนี้เป็นแค่จุดอ้างอิง เพราะแต่ละอุตสาหกรรมต่างกัน สิ่งที่ควรดูควบคู่คือ Engagement นั้นนำไปสู่คนทักหรือคนคลิกซื้อหรือเปล่า ไม่ใช่ดูแค่เปอร์เซ็นต์ลอย ๆ

Engagement Rate คิดยังไง?

ใช้สูตร (จำนวน Engagement ทั้งหมด หารด้วย จำนวนคนที่เห็นโพสต์) คูณ 100 เช่น โพสต์ที่คนเห็น 2,000 คน มีคนไลก์ คอมเมนต์ แชร์ เซฟ รวม 100 ครั้ง จะได้ Engagement Rate เท่ากับ 5% บางเพจใช้จำนวนผู้ติดตามเป็นตัวหารแทนก็ได้ ขอแค่ใช้ฐานเดียวกันทุกครั้งที่นำมาเทียบ

ทำไม Engagement ถึงสำคัญกับธุรกิจ?

เพราะ Engagement คือด่านแรกก่อนคนจะกลายเป็นลูกค้า คนที่คุ้นเคยและไว้ใจแบรนด์ผ่านการเห็นคอนเทนต์บ่อย ๆ มีโอกาสเลือกคุณมากกว่าแบรนด์ที่เขาไม่เคยรู้จัก นอกจากนี้ Engagement ที่สูงยังช่วยให้แพลตฟอร์มแสดงคอนเทนต์คุณให้คนเห็นมากขึ้น ยอดเข้าถึงจึงโตตามโดยไม่ต้องเพิ่มงบ

Engagement สูงแต่ขายไม่ได้ เพราะอะไร?

มักเกิดจากคอนเทนต์เข้าถึงคนผิดกลุ่ม เช่น คลิปสนุกที่คนแชร์กันเยอะแต่คนดูไม่ใช่กลุ่มที่ซื้อสินค้าคุณ หรือคอนเทนต์กระตุ้นแค่การกดไลก์ ไม่ได้ชวนให้คนคลิกหรือทัก ทางแก้คือดูตัวเลขที่ใกล้ยอดขาย อย่างคลิกเข้าเว็บ คนทัก และยอดเซฟ แล้วปรับคอนเทนต์ให้กระตุ้นการกระทำเหล่านั้นแทนการไล่ตามยอดไลก์

เพิ่ม Engagement ยังไงให้ได้คนที่มีโอกาสซื้อ?

เริ่มจากทำคอนเทนต์ที่ตรงกับปัญหาของกลุ่มเป้าหมายจริง ตั้งคำถามชวนคุยในโพสต์เพื่อดึงคอมเมนต์ ใส่คำเชิญชวนให้คลิกหรือทักที่ชัดเจน และถ้าใช้โฆษณาก็เลือกกลุ่มเป้าหมายให้แม่น เพื่อให้ Engagement ที่ได้มาเป็นคนที่มีแนวโน้มซื้อ ไม่ใช่แค่คนที่ผ่านมากดไลก์แล้วหายไป

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ