SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับที่หน้าแรกของ Google โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ทุกวันที่มีคนค้นหาสินค้าหรือบริการแบบเดียวกับที่คุณขาย จะมีโอกาสให้เว็บของคุณปรากฏขึ้น แล้วลูกค้าคลิกเข้ามาเอง ด้วยเหตุนี้ SEO จึงเป็นวิธีหาลูกค้าใหม่ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับธุรกิจ
SEO ทำงานยังไง อธิบายแบบง่ายๆ
ลองนึกถึง Google ว่ามันเหมือนห้องสมุดขนาดมหาศาล ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในเว็บบนโลกอินเทอร์เนต คือหนังสือที่เก็บอยู่ในห้องสมุดนั่น Google มีหน้าที่เดินผ่านห้องสมุดนั้น เก็บรวบรวมหนังสือทั้งหมด และจัดระเบียบให้ว่าหนังสือไหนเกี่ยวกับหัวข้ออะไร เพื่อว่าเวลาลูกค้าหาหนังสือ ก็ให้ได้หนังสือที่ถูกต้องที่สุด
กระบวนการนี้มี 3 ขั้นตอน
ขั้นตอน 1: Crawling (การไล่จัด)
Google จ้างผู้เรียกว่า “Crawler” หรือ “Bot” ให้ไปไล่ดูเว็บไซต์ทั้งหมด เหมือนคนเก็บหนังสือในห้องสมุดที่ไปดูหนังสือเล่มต่างๆ ว่าเล่มไหนอยู่ไหน เขียนอะไร Bot จะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหน้าเว็บของคุณ เช่น มีเนื้อหาอะไร มีลิงค์ไปไหนบ้าง การมี landing page ที่ออกแบบมาดี ก็เป็นส่วนสำคัญของ on-page SEO เช่นกัน
ขั้นตอน 2: Indexing (การเก็บหนังสือ)
หลังจาก Crawler ดูเว็บเสร็จแล้ว Google จะเอาข้อมูลที่รวบรวมได้ไปจัดเก็บในห้องสมุดของตัวเองให้เรียบร้อย เรียกว่า “Index” ในขั้นตอนนี้ Google จะตัดสินใจว่า “ไอ้เว็บไซต์นี่มีข้อมูลดีหรือไม่ สมควรให้คนหา” ถ้ามีปัญหา Google อาจจะไม่เก็บเว็บของคุณเลย
ขั้นตอน 3: Ranking (การจัดอันดับ)
พอเว็บไซต์ของคุณอยู่ใน Index แล้ว Google จะให้อันดับ ตอนลูกค้าพิมพ์คำค้นหาเข้าไป Google จะดึงเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องออกมา แล้วเรียงลำดับจากที่ดีที่สุดไปยังที่ไม่ดีนัก ส่วนที่ดีที่สุดก็ขึ้นหน้าแรก ส่วนที่ไม่ดีนักก็จะจมลงในหน้า 2 3 และต่อไป
ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องสนใจ SEO
1. ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินในทุกครั้งที่มีคนคลิก
ต่างกับ Google Ads ที่คุณต้องจ่ายเงินทุกครั้งที่ใครบางคนคลิกโฆษณา SEO ไม่มีค่าใช้จ่ายแบบนั้น คุณจ่ายเงินแค่ครั้งเดียว อาจจ้างให้เขียนบทความ เขียนวิธีดีๆของเว็บ แล้วก็จบ หลังจากนั้นเว็บไซต์ของคุณจะนั่งนิ่งสร้างรายได้ให้ได้หลายปี
สมมติคุณเปิดร้านซ่อมมือถือ คุณจ่ายเงินเขียนบทความดีๆเกี่ยวกับ “วิธีซ่อมหน้าจอมือถือ” วันนี้เขียนเสร็จ 1 เดือนต่อมา 1 ปีต่อมา บทความนี้ยังคงสร้างลูกค้า ให้คลิกเข้ามาต่อ จ่ายเงินแค่ครั้งเดียว แต่ได้ลูกค้าหลายปี เว็บที่ทำ SEO ดีจะช่วยเพิ่มยอดขายออนไลน์ ได้อย่างยั่งยืน
2. ได้ลูกค้า ที่มาจากความต้องการที่แท้จริง
คนที่มาจากการค้นหา Google คือคนที่กำลังหา ไม่ใช่คนสุ่มๆที่เห็นโฆษณา พวกเขาพิมพ์คำค้นหา เพราะพวกเขาต้องการจริงๆ นั่นหมายความว่า เวลาเว็บไซต์ของคุณปรากฏขึ้น โอกาสที่เขาจะซื้อสินค้ามากขึ้น
3. น่าเชื่อถือมากกว่า
หลายคนมีความเชื่อว่า ถ้า Google อันดับแรกแล้ว มันก็ต้องดี ต้องเชื่อถือ แม้ว่าการอันดับแรกต่อ Google Ads ไม่ได้หมายความว่าดีกว่า แต่ในสายตาของลูกค้า มันยังไงก็โลง ปรากฏในอันดับแรกของ Google = น่าเชื่อถือ
4. ทำได้เป็นระยะยาว ไม่แพง
ถ้าคุณต้องหาลูกค้า คุณมีสองวิธี คือจ่ายเงิน (Google Ads) หรือออกแรง (SEO) Google Ads คุณต้องจ่ายเงินวนไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ต้องการลูกค้า SEO คุณออกแรงครั้งแรก หลังจากนั้น ออกแรงให้น้อยลง บ้างอยู่ได้เอง
SEO มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
SEO สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ 3 ประเภท
On-Page SEO (SEO ในหน้าเว็บ)

นี่คือทุกอย่างที่คุณทำบนเว็บไซต์ของตัวเองให้ดีขึ้น เช่น
• เนื้อหา: เขียนบทความที่ดี มีข้อมูลครบ คนอ่านแล้วได้ประโยชน์
• Keyword: ใส่คำที่คนค้นหากันมากๆ ลงในบทความ เช่น ถ้าร้านอาหารญี่ปุ่น ต้องใส่คำว่า “ร้านอาหารญี่ปุ่น” หรือ “อาหารญี่ปุ่น” เข้าไปในบทความให้เป็นธรรมชาติ
• Title และ Description: เขียนหัวข้อบทความ และคำบรรยายให้น่าสนใจและใส่ keyword ด้วย
• Internal links: ให้หน้าเว็บต่างๆชี้ไปหากัน เพื่อให้ Google เข้าใจความเชื่อมโยง
Off-Page SEO (SEO นอกหน้าเว็บ)
นี่คือการขอให้เว็บไซต์อื่นๆหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆช่วยประชาสัยเกี่ยวกับเว็บของคุณ เช่น
• Backlink: ขอให้เว็บไซต์อื่นไม่ว่าจะเป็นเว็บข่าว เว็บ Blog หรือเว็บปีแห่งนี้ ไป Link ไปเว็บของคุณ ลิงค์จากเว็บที่น่าเชื่อถือเท่าไร เว็บของคุณก็จะดีขึ้นเท่านั้น
• Social media: ยิ่งถ้าบทความของคุณถูกแชร์กันเยอะบน Facebook Twitter และที่อื่นๆ Google ก็จะเห็นว่า “เว็บนี่คนต้องการ”
Technical SEO (SEO ด้านเทคนิค)
นี่คือเรื่องเทคนิคของเว็บเองที่เกี่ยวข้องกับ Google Crawler
• ความเร็วของเว็บ: เว็บที่โหลดช้าๆ Google ไม่ชอบ ลูกค้าก็ไม่ชอบด้วย
• Mobile-friendly: ในสมัยนี้ คนส่วนใหญ่ใช้มือถือเข้าเว็บ ถ้าเว็บของคุณใช้ได้ดีกับมือถือ Google จะให้คะแนนเยอะ
• XML Sitemap และ Robots.txt: ไฟล์ที่ช่วยบอก Google ว่า “เว็บของผมมีหน้าไหนบ้างที่น่าสนใจ” ให้ Go bot ไปดู
SEO กับ Google Ads ต่างกันยังไง
หลายคนรีบถามว่า ควรลงเงิน Google Ads หรือ SEO ดีกว่า คำตอบคือ ทั้งสองอย่างดี แต่ต่างกัน
Google Ads
• ได้ผลเร็วมาก วันนี้เปิด พรุ่งนี้มีลูกค้า
• ต้องจ่ายเงินอย่างต่อเนื่อง ไม่จ่าย ไม่มีลูกค้า
• หยุดโฆษณา ลูกค้าก็หยุด
• คนบางคนไม่ชอบกดโฆษณา เขาจะสนใจเฉพาะผลค้นหาทั่วไป (Organic)
SEO
• ช้านิดหน่อย ต้องรอสัปดาห์หรือเดือน ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม
• เมื่อจบแล้ว ไม่ต้องจ่ายเงินต่อไป เว็บยังคงสร้างรายได้
• ลูกค้าที่มาจากการค้นหาเชื่อถือมากกว่า
• ทำให้เว็บไซต์ของคุณ “ตั้งขึ้นมา” โดยไม่ต้องพึ่งพา Google Ads
ฉันแนะนำให้ทั้งสองอย่างคู่กัน
ถ้าคุณมีเงินในระยะสั้นและต้องการลูกค้าเดี๋ยวนี้ Google Ads เหมาะสม แต่พร้อมๆกันก็เริ่มทำ SEO เพื่อ 6 เดือน 1 ปีข้างหน้า ทีนี้ Google Ads และ SEO มาช่วยกัน เว็บของคุณจะอยู่อันดับแรกดี ไม่ว่าจะ Organic ไม่ว่าจะ Ads
ดูเพิ่มเติมได้ที่ Google Ads vs SEO: ทำอะไรก่อนดีกว่า
เจ้าของธุรกิจเริ่มทำ SEO ยังไง 3 สิ่งที่ทำได้เลยวันนี้
ถ้าคุณเพิ่งเริ่มและไม่รู้จะทำตรงไหนก่อน ลองทำ 3 อย่างนี้ก่อน
1. ค้นหา Keyword ที่คนค้นหากันจริงๆ
มี Tool หลายตัวที่ช่วยค้นหา Keyword ง่ายๆ อย่าง Google Keyword Planner เข้าไปดูว่า “ลูกค้าของผมค้นหาอะไร” ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเปิดร้านซ่อมมือถือ ลงไปดูว่าคนค้นหา “ซ่อมมือถือ” กับ “ซ่อมหน้าจอมือถือ” อะไรดี ต่อให้คน ค้นหา “ซ่อมหน้าจอมือถือ” ได้ 100 คนต่อเดือน ส่วน “ซ่อมมือถือ” ได้ 500 คน ตัวหลังจะดีกว่า
เรียนรู้เพิ่มเติมเรื่อง Keyword Planner
2. เขียนบทความที่ตอบคำถามของลูกค้า
ไม่ต้องพยายามเขียนบทความที่ยาวยืน 5000 คำด้วยเหตุนี้ ลองเขียนบทความสั้นๆ แต่ตอบคำถามที่เจ้าของธุรกิจได้รับจากลูกค้า เช่น
• ถ้าคุณเปิดร้านอาหารญี่ปุ่น เขียนบทความ “วิธีทำข้าวหน้าไก่แบบญี่ปุ่นแท้”
• ถ้าคุณเป็นนักจัดงาน เขียนบทความ “วิธีจัดงานวัฒนะการสำหรับ 100 คน”
• ถ้าคุณเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เขียนบทความ “วิธีเลือกซื้อสินค้าขนาด S M L ให้พอดี”
ตั้งแต่ 500 คำขึ้นไป Google ก็ชอบ
3. ช่วยตัวเองด้วย Internal link
ทุกครั้งที่คุณเขียนบทความใหม่ ลองดูว่ามีเหตุผลอะไรที่สามารถไป Link ไปบทความเก่าของคุณได้บ้าง ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเพิ่ง เขียนบทความ “วิธีซ่อมหน้าจอมือถือ” และมีบทความเก่า “วิธีดูแลมือถือให้ใหม่นาน” คุณสามารถไป Link ไปบทความเก่านั้นได้ เพราะมันเกี่ยวข้อง
สรุป
SEO ไม่ได้ยากเหมือนตัวเองคิด มันคือการทำให้เว็บไซต์ของคุณ “ดี” ให้ดีพอที่ Google และลูกค้าต่างก็ชอบ คุณไม่ต้องเป็นนักเทคโนโลยี ไม่ต้องเป็นนักการตลาด แค่รู้ว่าต้องสร้างเนื้อหาดี ใส่คำค้นหา และ Link อื่นๆเพื่อบอก Google ว่า “เว็บของผมมีข้อมูลดี” ก็พอแล้ว
เว็บไซต์ที่ทำ SEO ดี จะเป็นสินทรัพย์ของธุรกิจ สร้างรายได้ให้วันๆ โดยไม่ต้องจ่ายเงินต่อไป ลองเริ่มจากวันนี้ได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
Q: SEO ใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล
A: ไม่ได้มีกฎตายตัว แต่โดยทั่วไป 1-3 เดือนจะเห็นผลเล็กน้อย 3-6 เดือนจะเห็นผลชัดเจน บ้างอาจารย์ธุรกิจจะต้องรอ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับการแข่งขันในอุตสาหกรรม ถ้าร้านอาหารเยอะแยะ ก็อาจจะต้องรอนานกว่า ถ้าเป็นธุรกิจเฉพาะเจาะจง ก็อาจจะเร็ว
Q: ต้องอัพเดตบทความทุกวันมั้ย
A: ไม่ต้อง แต่อัพเดตบ้างก็ดี อย่างไรก็ตาม มีความสำคัญมากกว่าการอัพเดตบ่อยๆ คือการเขียนบทความที่ดี เขียนครั้งเดียว แต่เขียนให้ดี จะดีกว่าเขียนทุกวันแต่คุณภาพไม่ดี ฉันแนะนำให้เขียนบทความใหม่ สักบทความ 1-2 สัปดาห์ ก็พอ
Q: ถ้าขาดสินค้า Google ก็ไม่เอา SEO ได้ใช่มั้ย
A: ไม่เสียหาย ถ้าคุณเห็นสินค้าขาด แม้ว่าคุณยังคงเขียนบทความเกี่ยวกับสินค้านั้น คนที่เข้ามาจาก Google ก็ยังคงอ่านบทความ เข้าใจเกี่ยวกับสินค้าได้ และพอสินค้าเข้ามาใหม่ เขาก็จำได้ว่า “อ้อ เว็บนี่เขามี ฉันจะซื้อจากเว็บนี่” ดังนั้น SEO ไม่ได้สูญเสีย มันแค่ “เก็บทำให้คง” สำหรับวันข้างหน้า
Q: ต้องเช่า Agency ไป SEO ให้หรือ ทำเองได้มั้ย
A: ทั้งสองอย่างได้ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้าคุณมีเวลาและความสนใจ ลองทำเองดู เรียนรู้จาก Blog แบบนี้เลย คุณไม่ต้องลงทุนเงินแรม ถ้าคุณว่าเสียเวลา หรือ ต้องการให้เร็วขึ้น Agency ก็ช่วยได้ แต่ต้องหา Agency ที่ดี ห้ามหา Agency ที่สัญญาว่า “ขึ้นอันดับแรก 100% ได้ทันที” เพราะเป็นการโกหก
Q: ต้องจ่ายเงินให้ Google เพื่อให้ SEO ได้ดีมั้ย
A: ไม่ต้องจ่ายเงินให้ Google เลย ใครที่บอกว่า “จ่ายเงินให้ Google แล้ว SEO จะดี” นั่นคือการหลอก Google ไม่เอา “ค่า” ของ SEO เลย Google มีหลักการคือ ให้ผลค้นหาทีดีที่สุด ฟรี ไม่อิสระเงินจากผู้ใด ส่วนคุณจ่ายเงิน ลงแรง ทำให้เว็บดี นั่นคือทั้งหมดที่ต้องทำ


