Performance Max คุมงบได้ด้วยการปิด 3 ช่องรั่วหลัก คือเปิด Brand Exclusion กันงบไปทับคำแบรนด์ตัวเอง ใส่ Negative Keyword ระดับบัญชี และแยก Asset Group ตามกลุ่มสินค้า วิธีนี้ช่วยดึงงบที่มักรั่วไปกับ brand search และ traffic ผิดกลุ่มราว 15-30% กลับมาหา Lead คุณภาพ
ถ้าคุณเคยเปิดแคมเปญ Performance Max (PMax) แล้วรู้สึกว่างบหมดไว แต่ Lead ที่ได้กลับเป็นคนถามเล่นหรือคนที่พิมพ์ชื่อแบรนด์คุณอยู่แล้ว บทความนี้จะพาไล่ปิดจุดรั่วทีละจอ โดยไม่ต้องอธิบายซ้ำว่า PMax คืออะไร ถ้าคุณยังใหม่กับตัวแคมเปญ อ่าน Performance Max คืออะไร ทำงานยังไง ก่อนได้ แล้วค่อยกลับมาที่เรื่องคุมงบตรงนี้
ทำไม Performance Max ถึงชอบทำงบรั่ว
ปัญหางบรั่วของ PMax ไม่ได้เกิดเพราะแคมเปญไม่ดี แต่เกิดเพราะมันถูกออกแบบมาให้ AI กระจายงบข้ามช่องทางเองทั้ง Search, YouTube, Display, Discover, Gmail และ Maps ในแคมเปญเดียว เมื่อคุณไม่ได้บอกขอบเขต ระบบจะไปหาคลิกที่ “ถูกที่สุด” ก่อนเสมอ ซึ่งมักเป็น brand search และ traffic ราคาถูกที่ไม่ใช่ลูกค้าจริง
จุดที่งบรั่วบ่อยที่สุดมี 3 แบบ ให้จำไว้ก่อนลงมือตั้งค่า
- รั่วไปกับคำแบรนด์ตัวเอง คนที่พิมพ์ชื่อบริษัทคุณเจอคุณอยู่แล้วผ่านผลค้นหาแบบธรรมชาติ แต่ PMax ไปเก็บคลิกนั้นซ้ำแล้วคิดเป็น Conversion ทำให้ตัวเลขดูสวยเกินจริง
- รั่วไปกับคำกว้างผิดกลุ่ม เช่นคนหาของฟรี หาวิธีทำเอง หรือหางาน คนกลุ่มนี้คลิกแล้วออก ไม่มีวันเป็นดีล
- รั่วไปกับ placement ราคาถูก โฆษณาไปโผล่บนแอปเกมหรือเว็บที่คนกดพลาด งบหมดแต่ไม่มีใครตั้งใจดู
สำหรับธุรกิจ B2B ที่ดีลหนึ่งมูลค่าหลักหมื่นถึงหลักล้าน การรั่วแบบนี้แพงกว่าที่คิด เพราะเป้าหมายคือได้ Lead ที่มีอำนาจตัดสินใจซื้อ ไม่ใช่ยอดคลิกเยอะ ๆ ที่ไม่นำไปสู่ใบเสนอราคา

Performance Max คุมงบยังไง สรุปใน 5 จุดที่ต้องตั้ง
ก่อนลงรายละเอียด นี่คือ 5 จุดที่คุณต้องคุมให้ครบ ถ้าตั้งได้ทั้งหมดนี้ งบส่วนที่เคยรั่วจะกลับมาทำงานให้ได้ Lead ตัวจริงมากขึ้นอย่างเห็นได้ในรายงาน
- เปิด Brand Exclusion เพื่อกันงบไปทับคำแบรนด์ตัวเอง
- ใส่ Negative Keyword ระดับบัญชี ตัดคำที่ไม่มีวันซื้อออกทั้งบัญชี
- วาง โครง Asset Group แยกตามกลุ่มสินค้าหรือบริการ
- อ่าน Placement และ Search Term Report เพื่อหาจุดรั่วที่ซ่อนอยู่
- ตั้ง Conversion Goal ให้ระบบวิ่งไปหา Lead จริง ไม่ใช่คลิกลอย ๆ
ลงมือทีละจุดตามลำดับข้างล่างนี้ได้เลย
1. เปิด Brand Exclusion กันงบไปทับคำแบรนด์ตัวเอง
Brand Exclusion คือปุ่มแรกที่ควรกดเพราะช่วยหยุดงบรั่วก้อนใหญ่ที่สุดได้ในไม่กี่นาที มันคือการบอก PMax ว่า “อย่าเอางบไปยิงใส่คนที่พิมพ์ชื่อแบรนด์เรา” เพราะคนกลุ่มนั้นตั้งใจหาคุณอยู่แล้ว การจ่ายเงินซื้อคลิกซ้ำจึงเป็นการจ่ายเพื่อสิ่งที่ได้ฟรีอยู่แล้ว
วิธีเปิด ให้เข้าที่แคมเปญ PMax แล้วไปที่หัวข้อ Brand Exclusions ในหน้า Settings จากนั้นสร้างหรือเลือก Brand List ที่มีชื่อแบรนด์คุณและชื่อที่คนเขียนผิดบ่อย ๆ เมื่อเลือกแล้ว PMax จะเลิกจับคู่โฆษณากับคำค้นที่มีชื่อแบรนด์นั้น
จุดที่ B2B มักลืมคือ ชื่อแบรนด์ในภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นคนละคำในสายตา Google ให้ใส่ทั้งสองแบบ รวมถึงชื่อย่อและชื่อที่ลูกค้าเรียกติดปาก ยิ่งบริษัทที่มีชื่อยาวหรือมีคำสามัญปนอยู่ ยิ่งต้องตรวจ Search Term ก่อนว่าคำแบรนด์ของคุณกินงบไปเท่าไรแล้ว จะได้เห็นตัวเลขก่อนและหลังชัด ๆ
2. ใส่ Negative Keyword ระดับบัญชี ตัดคำที่ไม่มีวันซื้อ
Negative Keyword ระดับบัญชีช่วยปิดคำผิดกลุ่มทีเดียวทั้งบัญชี ไม่ต้องมานั่งใส่ซ้ำทุกแคมเปญ นี่คือด่านกรองชั้นที่สองต่อจาก Brand Exclusion เพราะ PMax ไม่ให้คุณเลือกคีย์เวิร์ดเองแบบ Search Campaign คุณจึงต้องคุมจากฝั่ง “คำที่ไม่เอา” แทน
คำที่ควรใส่เป็น Negative ตั้งแต่วันแรกสำหรับธุรกิจ B2B
- คำหาของฟรี เช่น ฟรี ดาวน์โหลด ตัวอย่าง แจก
- คำหาความรู้ เช่น คืออะไร วิธีทำ สอน ด้วยตัวเอง
- คำหางาน เช่น สมัครงาน เงินเดือน รับสมัคร
- คำที่ผิดกลุ่มราคา เช่น ราคาถูก มือสอง โปรโมชั่น ถ้าคุณขายงานมูลค่าสูง
การตั้ง Negative Keyword ระดับบัญชีทำได้ที่เมนู Tools ในหัวข้อ Negative keyword lists แล้วผูกลิสต์นั้นกับทั้งบัญชี ถ้าอยากเข้าใจตรรกะการเลือกคำให้ลึกขึ้น อ่าน ทำ Negative Keyword ไม่ให้งบบานปลาย ประกอบ และใช้ Keyword Planner หาคีย์เวิร์ดที่ทำเงิน เพื่อดูว่าคำไหนคนตั้งใจซื้อจริง จะได้แยกออกจากคำที่แค่ผ่านมา
3. วางโครง Asset Group แยกตามกลุ่มสินค้า
โครง Asset Group ที่แยกดีช่วยให้คุณอ่านออกว่างบก้อนไหนไปกับสินค้าตัวใด และตัดตัวที่ไม่ทำเงินได้โดยไม่กระทบตัวอื่น หัวใจของการคุมงบ PMax อยู่ที่นี่ เพราะถ้าคุณโยนสินค้าทุกอย่างรวมใน Asset Group เดียว ระบบจะเทงบไปที่ตัวที่คลิกง่ายที่สุด ไม่ใช่ตัวที่กำไรสูงสุด
หลักการแบ่งง่าย ๆ คือ 1 กลุ่มสินค้าหรือบริการที่ margin ต่างกัน = 1 Asset Group แต่ละกลุ่มใส่รูป หัวข้อ และ Audience Signal ของตัวเอง เพื่อบอกทิศทางให้ AI เริ่มเรียนรู้ถูกทาง ยิ่งกลุ่มลูกค้าและราคาต่างกันมาก ยิ่งต้องแยก
ตารางข้างล่างช่วยให้เห็นว่าแต่ละระดับงบต่อเดือนควรแบ่ง Asset Group กี่กลุ่ม และต้องคุมจุดไหนเป็นพิเศษ
| ระดับงบต่อเดือน | เหมาะกับธุรกิจ B2B แบบไหน | ควรแบ่ง Asset Group | จุดที่ต้องคุมเป็นพิเศษ |
| เริ่มต้น 30,000 บาท | เพิ่งเริ่ม ทดสอบ 1 กลุ่มสินค้า | 1 Asset Group | Brand Exclusion และ Conversion ตัวเดียวที่เป็น Lead จริง |
| กลาง 80,000 บาท | มี 2-3 กลุ่มสินค้าหรือบริการ | 2-3 Asset Group แยกตามสินค้า | Negative Keyword ระดับบัญชี และดู Search Term รายสัปดาห์ |
| สูง 200,000 บาทขึ้นไป | หลายกลุ่มสินค้า ดีลมูลค่าสูง | แยก Asset Group และแยกแคมเปญตาม margin | Placement Report และคัดกรอง Lead ก่อนส่งทีมขาย |
ตัวเลขงบเป็นกรอบให้เริ่มต้น ไม่ใช่กฎตายตัว ธุรกิจที่การแข่งขันสูงหรือคำค้นแพงอาจต้องขยับขึ้น แต่หลักการเดิมคือ ยิ่งงบมาก ยิ่งต้องแยกกลุ่มให้ละเอียดเพื่อให้อ่านผลและตัดตัวที่รั่วได้ทัน
4. อ่าน Placement และ Search Term Report หาจุดรั่วที่ซ่อนอยู่
รายงานสองตัวนี้คือกล้องส่องเข้าไปในกล่องดำของ PMax ที่ช่วยให้คุณเห็นว่างบไปตกที่ไหนบ้าง หลายคนตั้งแคมเปญเสร็จแล้วปล่อยยาว เพราะคิดว่า PMax เป็น AI ที่จัดการเองได้หมด แต่จุดที่แยกคนคุมงบเก่งออกจากคนที่ปล่อยงบรั่ว คือการเข้าไปอ่านรายงานทุกสัปดาห์
สองรายงานที่ต้องเปิดประจำ
- Search Terms Insights บอกว่าคนพิมพ์คำอะไรแล้วเจอโฆษณาคุณ ถ้าเจอคำผิดกลุ่มให้เอาไปเพิ่มใน Negative Keyword ได้เลย
- Placement Report บอกว่าโฆษณาไปโผล่บนเว็บหรือแอปไหน ถ้าเจอ placement ขยะซ้ำ ๆ ให้เอาไปใส่เป็น Account-level Placement Exclusion
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ PMax เปิดข้อมูลให้เห็นไม่เท่า Search Campaign คุณจะเห็น placement และ search term เป็นบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม Brand Exclusion และ Negative Keyword ระดับบัญชีจึงสำคัญ เพราะมันกันไว้ก่อนตั้งแต่ต้นทาง แทนที่จะรอไล่ตัดทีหลังจากรายงานที่เห็นไม่ครบ
5. ตั้ง Conversion Goal ให้ระบบวิ่งไปหา Lead จริง
การตั้งเป้าหมายผิดคือสาเหตุที่งบรั่วแบบเงียบที่สุด เพราะ PMax จะทุ่มงบไปหาสิ่งที่คุณบอกว่าเป็น “ความสำเร็จ” ถ้าคุณตั้งให้มันนับทุกการคลิกปุ่มหรือทุกการเข้าเว็บเป็น Conversion ระบบก็จะไปหาคนที่คลิกง่าย ไม่ใช่คนที่ส่งใบขอราคาจริง
สำหรับ B2B ที่เน้นคุณภาพ Lead มากกว่าปริมาณ ให้ตั้งค่าแบบนี้
- เลือกเฉพาะ Conversion ที่เป็น Lead จริง เช่น กรอกฟอร์มขอใบเสนอราคา หรือกดโทรที่คุยเกิน 60 วินาที เป็น Primary
- ย้ายเป้าหมายอ่อน เช่น เข้าหน้าเว็บ หรือดูวิดีโอ ไปเป็น Secondary เพื่อดูเป็นข้อมูลแต่ไม่ให้ระบบวิ่งตาม
- ถ้าทำได้ ส่งค่ามูลค่าดีลกลับเข้าระบบ เพื่อให้ AI เรียนรู้ว่า Lead แบบไหนจบเป็นยอดขายก้อนใหญ่
เมื่อเป้าหมายชัด กลยุทธ์การประมูลก็จะทำงานถูกทาง ถ้าอยากคุมต้นทุนต่อ Lead ให้อยู่ในกรอบ อ่าน เทคนิคประมูลราคาที่กำหนดต้นทุนได้ เพิ่ม เพราะการตั้งเป้าหมายกับการเลือกกลยุทธ์ประมูลต้องไปด้วยกัน จึงจะกดงบไม่ให้บานปลาย
Performance Max กับ Search Campaign คุมงบต่างกันยังไง
จุดต่างสำคัญที่สุดในแง่การคุมงบคือ Search Campaign ให้คุณเลือกคีย์เวิร์ดและ Match Type เองได้ทุกคำ กันคำแบรนด์ตัวเองด้วยการใส่ Negative ได้เลย และเห็นชัดว่าโฆษณาไปโผล่ที่ไหน ส่วน PMax ให้ AI จับคู่ผู้ชมให้ คุณจึงต้องคุมจากฝั่ง Negative Keyword ระดับบัญชีและ Brand Exclusion แทน และเห็น placement ได้แค่บางส่วน พูดง่าย ๆ คือ Search ให้คุณกำงบไว้ในมือมากกว่า ส่วน PMax แลกการควบคุมกับการเข้าถึงที่กว้างและระบบที่เรียนรู้เอง
ธุรกิจ B2B หลายรายจึงใช้คู่กัน คือให้ Search เก็บคำ intent สูงที่รู้ว่าปิดได้ และให้ PMax ขยายไปหากลุ่มใหม่ที่ยังไม่รู้จัก ถ้าอยากเห็นภาพเทียบเต็ม ๆ อ่าน Performance Max ต่างจาก Search Campaign ยังไง ต่อได้
ให้เราช่วยหาจุดงบรั่วในแคมเปญ Performance Max ของคุณ
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าแคมเปญ PMax ของคุณรั่วอยู่กี่จุด เรารับวิเคราะห์บัญชีโฆษณาให้ฟรี เข้าไปเปิด Search Term, Placement และ Conversion Goal ให้ดูว่างบกำลังหายไปตรงไหน แล้วบอกว่าควรเริ่มปิดจุดไหนก่อน โดยเฉพาะบัญชี B2B ที่ดีลมูลค่าสูงและต้องการ Lead ที่มีอำนาจตัดสินใจ ไม่ใช่ยอดคลิกเยอะ ๆ
เราวางระบบหา Lead คุณภาพให้ ส่วนการปิดการขายยังเป็นหน้าที่ของทีมขายคุณเหมือนเดิม ถ้ากำลังเทียบว่าจะทำเองหรือให้มืออาชีพช่วย ลองดู เกณฑ์เลือกเอเจนซี่ Google Ads ประกอบก่อนตัดสินใจ แล้วค่อยคุยกันว่าจะเริ่มอุดจุดไหนก่อน
คำถามที่พบบ่อย
Performance Max คือแคมเปญของ Google Ads ที่ให้ระบบ AI กระจายงบไปยิงข้ามหลายช่องทางในแคมเปญเดียว ทั้งหน้าค้นหา YouTube และเครือข่ายอื่น โดยคุณป้อนรูป ข้อความ และเป้าหมายให้ แล้วระบบจับคู่กับผู้ชมเอง จุดเด่นคือเข้าถึงกว้าง แต่แลกกับการที่คุณคุมรายละเอียดได้น้อยกว่าแคมเปญแบบเลือกคีย์เวิร์ดเอง
วัดจาก Conversion ที่ตั้งเป็น Primary เป็นหลัก ไม่ใช่จำนวนคลิกหรือยอดวิว ให้ดูค่าต่อ Lead และคุณภาพ Lead ที่จบเป็นดีลจริง ควบคู่กับ Search Term และ Placement Report เพื่อเช็คว่างบไปตกกับคนกลุ่มถูกไหม ธุรกิจ B2B ควรดูไปถึงมูลค่าดีลที่ปิดได้ ไม่หยุดแค่ยอด Lead ที่เข้ามา
เข้าไปที่ Settings ของแคมเปญ PMax เลือกหัวข้อ Brand Exclusions แล้วผูกกับ Brand List ที่มีชื่อแบรนด์คุณทั้งภาษาไทยและอังกฤษ รวมถึงคำที่คนเขียนผิดบ่อย เมื่อเปิดแล้วระบบจะเลิกเอางบไปยิงใส่คนที่ค้นด้วยชื่อแบรนด์คุณ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เจอคุณอยู่แล้วโดยไม่ต้องจ่าย
ตั้งงบรายวันระดับแคมเปญให้ชัด และเลือกกลยุทธ์การประมูลแบบที่กำหนดต้นทุนต่อ Lead ได้ เช่นตั้งเป้า Cost per Action แทนการเร่งยอด Conversion ให้มากที่สุด จากนั้นดูรายงานรายสัปดาห์เพื่อตัดคำและ placement ที่รั่ว งบจะนิ่งขึ้นเมื่อระบบมีข้อมูลพอและถูกกันขอบเขตไว้ตั้งแต่ต้น
เหมาะ ถ้ามีข้อมูล Conversion มากพอให้ระบบเรียนรู้ และตั้ง Lead คุณภาพเป็นเป้าหมายหลัก B2B ที่ดีลมูลค่าสูงควรใช้ PMax คู่กับ Search Campaign แยก Asset Group ตามกลุ่มสินค้า และคัดกรอง Lead ก่อนส่งทีมขาย เพื่อให้งบไปตกกับคนที่มีอำนาจตัดสินใจจริง ไม่ใช่แค่คนที่คลิกเข้ามาดู
แหล่งอ้างอิง
- Google Ads Help: About Performance Max campaigns
- Google Ads Help: Brand exclusions in Performance Max
- Google Ads Help: Add account-level negative keywords
- Search Engine Journal: A Guide To Google Performance Max Campaigns
Search Engine Land: Performance Max best practices for lead generation


