วัน: 28 ตุลาคม 2026

  • Reach กับ Impression ต่างกันยังไง ดูตัวไหนก่อน

    Reach กับ Impression ต่างกันยังไง ดูตัวไหนก่อน

    Reach คือ จำนวนคนที่เห็นโฆษณาอย่างน้อย 1 ครั้ง ส่วน Impression คือ จำนวนครั้งทั้งหมดที่โฆษณาแสดง นับซ้ำถ้าคนเดิมเห็นหลายรอบ เช่น คน 1,000 คนเห็นโฆษณาคนละ 3 ครั้ง Reach เท่ากับ 1,000 และ Impression เท่ากับ 3,000

    Reach กับ Impression เป็นสองตัวเลขที่วางอยู่ติดกันในหน้ารายงานโฆษณา และเป็นคู่ที่คนสับสนกันมากที่สุด แต่มันไม่ได้เป็นแค่ศัพท์ที่ต้องจำ เพราะถ้าอ่านสองตัวนี้คู่กันเป็น คุณจะรู้ว่าโฆษณากำลังไปถึงคนใหม่ หรือวนให้คนเดิมดูซ้ำจนเปลืองงบ ทั้งสองตัวยังเป็นตัวตั้งของตัวเลขอื่นในบัญชี เช่น อัตราคลิก และ Engagement ด้วย

    ความแตกต่างของ Impression กับ Reach ต้องดูตัวไหน

    Reach กับ Impression ต่างกันยังไง

    Reach นับคน Impression นับครั้ง ตัวเลข Impression จึงเท่ากับหรือมากกว่า Reach เสมอ ส่วน View เป็นอีกตัวที่คนมักถามคู่กัน ตารางนี้สรุปความต่างของทั้ง 3 ตัว

    ReachImpressionView
    นับอะไรจำนวนคนที่เห็น ไม่นับซ้ำจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงจำนวนครั้งที่คลิปถูกดูถึงเกณฑ์
    คนเดิมเห็น 5 รอบ นับเป็น15ขึ้นกับว่าดูนานพอจะนับหรือไม่
    ใช้ตอบคำถามโฆษณาไปถึงคนกี่คนโฆษณาออกไปกี่รอบคลิปถูกดูจนถึงเกณฑ์กี่ครั้ง

    View ไม่ได้นับทุกครั้งที่คลิปขึ้นบนจอ แต่ละแพลตฟอร์มมีเกณฑ์ของตัวเอง เช่น Facebook มีตัวนับการเล่นคลิปตั้งแต่ 3 วินาทีขึ้นไป คลิปเดียวกันจึงมี Impression สูงกว่า View เสมอ

    Reach คืออะไร และ Impression คืออะไร ใช้ตอบคนละคำถาม

    สองตัวนี้ไม่ได้แข่งกันว่าตัวไหนสำคัญกว่า แต่ใช้ตอบคนละคำถาม

    Reach ใช้ตอบว่าโฆษณาไปถึงคนกี่คน

    Reach คือ ตัวเลขที่ควรดูเมื่ออยากให้คนจำนวนมากรู้จักแบรนด์ เช่น เปิดสาขาใหม่ ออกสินค้าใหม่ หรืออยากให้คนในพื้นที่หนึ่งเห็นร้านคุณ ถ้า Reach ไม่โตทั้งที่ยังใช้งบเท่าเดิม แปลว่าโฆษณากำลังวนอยู่กับคนกลุ่มเดิม

    Reach มี 2 แบบที่ควรรู้

    • Organic Reach คนที่เห็นโพสต์โดยไม่ได้จ่ายเงิน เช่น ผู้ติดตามเพจที่โพสต์ขึ้นฟีด
    • Paid Reach คนที่เห็นเพราะคุณจ่ายเงินยิงโฆษณา

    Impression ใช้ตอบว่าโฆษณาออกไปกี่รอบ

    Impression คือ ตัวเลขที่ใช้วัดว่าโฆษณาถูกแสดงไปกี่ครั้ง บน Google ถึงโฆษณาจะแสดงแค่บางส่วน เช่น ขึ้นแค่ชื่อร้านกับที่ตั้งบน Google Maps ก็นับเป็น 1 Impression ตัวเลขนี้เป็นตัวหารของสูตรสำคัญหลายตัว

    • CTR คือจำนวนคลิกหารด้วย Impression ใช้ดูว่าโฆษณาชวนคนกดได้ดีแค่ไหน
    • CPM คือค่าโฆษณาต่อ 1,000 Impression ใช้ดูว่าค่าแสดงผลแพงขึ้นหรือถูกลง

    Frequency คืออะไร ตัวเลขที่บอกว่าโฆษณาเริ่มน่าเบื่อ

    Frequency คือ จำนวนครั้งเฉลี่ยที่คน 1 คนเห็นโฆษณา คิดจาก Reach กับ Impression ที่เพิ่งพูดถึง และเป็นตัวที่บอกได้ว่างบเริ่มรั่วหรือยัง

    Frequency = Impression ÷ Reach

    เช่น Impression 12,000 ครั้ง Reach 4,000 คน Frequency เท่ากับ 3 แปลว่าโดยเฉลี่ยแต่ละคนเห็นโฆษณานี้ 3 รอบ บางคนอาจเห็นรอบเดียว บางคนเห็น 6 รอบ

    เกณฑ์ที่คนยิงแอดใช้ดูกันทั่วไป

    • 1-2 ครั้ง ปกติ คนส่วนใหญ่เพิ่งเห็นไม่กี่รอบ
    • ราว 3-5 ครั้ง เริ่มต้องจับตา โดยเฉพาะถ้า CTR เริ่มลดลง
    • เกิน 5 ครั้ง ในกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก คนเดิมเห็นซ้ำจนเบื่อ ค่าโฆษณาต่อผลลัพธ์มักแพงขึ้น

    เกณฑ์นี้เป็นหลักที่ใช้กันในวงการ ไม่ใช่กฎของ Meta หรือ Google แคมเปญที่ยิงซ้ำหาคนเคยเข้าเว็บหรือเคยทักมา (Retargeting) มี Frequency สูงกว่านี้ได้ เพราะเป็นคนที่สนใจอยู่แล้ว

    สัญญาณว่าโฆษณาวนซ้ำจนเกินไปแล้ว

    • CTR ค่อย ๆ ลดลงทุกสัปดาห์ ทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนอะไร
    • ค่าโฆษณาต่อ Lead หรือต่อยอดขายแพงขึ้น
    • เริ่มมีคอมเมนต์แนวว่าเห็นโฆษณานี้ทุกวัน

    ทางแก้คือเปลี่ยนรูปหรือคลิปใหม่ ขยายกลุ่มเป้าหมาย หรือลดงบลงให้สมดุลกับขนาดกลุ่ม เพราะงบเท่าเดิมแต่กลุ่มเล็ก Frequency จะพุ่งเร็ว ดูวิธีคิดงบให้พอดีกับกลุ่มเป้าหมายได้ในบทความค่ายิง Ads Facebook

    ดู Reach กับ Impression ตรงไหน ใน Facebook และ Google

    ทั้งสองระบบมีตัวเลขให้ดูอยู่แล้ว แต่ชื่อเมนูและตัวเลขที่แสดงให้ไม่เหมือนกัน

    ใน Facebook Ads Manager

    • คอลัมน์ Reach, Impressions และ Frequency อยู่ในชุดคอลัมน์ประสิทธิภาพ ดูได้ทั้งระดับแคมเปญ ชุดโฆษณา และโฆษณา
    • ถ้าไม่เห็น ให้กดเลือกคอลัมน์ แล้วติ๊กเพิ่มทั้ง 3 ตัวเข้าไป
    • เลือกช่วงวันที่ให้ครอบคลุมทั้งแคมเปญ เพราะ Reach ของทั้งช่วงไม่เท่ากับ Reach รายวันบวกกัน
    • ส่วน Reach ของโพสต์ที่ไม่ได้ยิงโฆษณา ดูได้ในหน้าข้อมูลเชิงลึกของเพจ

    ใน Google Ads

    • คอลัมน์ Impr. คือจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง มีให้ดูทุกแคมเปญ
    • Reach และความถี่เฉลี่ยมีให้ดูเฉพาะแคมเปญแบบรูปภาพและวิดีโอ เพิ่มได้จากเมนูคอลัมน์ในหมวด Reach
    • โฆษณาค้นหาไม่มีตัวเลข Reach ให้ดู เพราะโฆษณาแสดงตามคำที่คนค้น ไม่ได้ไล่แสดงให้คนกลุ่มเดิม

    ถ้าเปิดดูแล้วพบว่า Impression โตเร็วกว่า Reach มาก แปลว่าคนเดิมกำลังเห็นโฆษณาซ้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้ไปดูหัวข้อ Frequency ด้านบนว่าตัวเลขเกินเกณฑ์แล้วหรือยัง

    ควรดู Reach หรือ Impression ก่อน ขึ้นกับเป้าหมายของแคมเปญ

    ไม่มีตัวไหนต้องดูก่อนเสมอ ให้เลือกตามสิ่งที่แคมเปญนั้นต้องการ

    • อยากให้คนรู้จักแบรนด์ ดู Reach เป็นหลัก ยิ่งไปถึงคนใหม่มากในงบเท่าเดิม ยิ่งดี
    • อยากให้คนจำได้ในช่วงสั้น ๆ เช่น โปรโมชันหรืองานอีเวนต์ ดู Impression คู่กับ Frequency ให้คนเห็นราว 2-3 รอบ
    • อยากได้ Lead หรือยอดขาย ทั้งสองตัวเป็นแค่ตัวประกอบ ตัวที่ต้องตัดสินคือ CTR ต้นทุนต่อ Lead และยอดขาย ถ้าเป้าหมายคือยอด ให้ตั้งแคมเปญแบบยิงแอดแบบ Conversionแทนการตั้งให้ระบบหา Reach

    ฝั่ง Google เรื่อง Reach และ Frequency สำคัญกับโฆษณาแบบรูปภาพและวิดีโอมากกว่าโฆษณาค้นหา เพราะโฆษณาแบบนี้ตามไปแสดงตามเว็บและคลิปที่คนดูอยู่ Google Ads จึงมีตัวตั้งค่าจำกัดจำนวนครั้งที่คนเดิมจะเห็นโฆษณาได้ ส่วนโฆษณาค้นหาจะแสดงเฉพาะตอนที่คนค้น ดูความต่างของสองแบบนี้ได้ใน Google Search vs Google Display

    3 ความเข้าใจผิดเรื่อง Reach กับ Impression ที่พาให้งบรั่ว

    ความเข้าใจผิด 3 ข้อนี้พบบ่อยในบัญชีของธุรกิจที่ยิงแอดเอง และทำให้ตัดสินใจเติมเงินผิดแคมเปญ

    1. Reach เยอะ แปลว่าขายดี

    Reach บอกแค่ว่ามีคนเห็น ไม่ได้บอกว่าคนที่เห็นสนใจ แคมเปญที่ตั้งให้ระบบหา Reach สูงสุด ระบบจะหาคนที่เห็นโฆษณาได้ถูกที่สุด ซึ่งมักไม่ใช่คนที่พร้อมซื้อ Reach สูงแต่ไม่มีใครทักจึงเป็นเรื่องปกติของแคมเปญแบบนี้

    2. Impression สูง แปลว่ามีคนเห็นเยอะ

    Impression 50,000 ครั้งอาจมาจากคน 50,000 คน หรือคน 5,000 คนที่เห็นคนละ 10 รอบก็ได้ ถ้าไม่ดู Reach คู่กัน คุณจะไม่รู้เลยว่ากำลังจ่ายเงินให้คนเดิมเห็นซ้ำ

    3. Reach รายวันเอามาบวกกันได้

    Reach วันละ 1,000 คน ติดกัน 7 วัน ไม่ได้แปลว่ามีคนเห็น 7,000 คน เพราะคนเดิมอาจเห็นหลายวัน Reach ของทั้งสัปดาห์อาจเหลือแค่ 3,000-4,000 คน เวลาดูรายงาน ให้เลือกช่วงวันที่ทั้งแคมเปญ แทนการเอาตัวเลขรายวันมาบวกเอง

    ไม่แน่ใจว่าโฆษณาวนซ้ำคนเดิมจนเปลืองงบหรือยัง

    ส่งบัญชี Facebook Ads หรือ Google Ads มาให้เราดูได้ฟรี เราจะเช็กว่าแคมเปญไหน Frequency สูงเกินไป ตัวไหนควรเปลี่ยนรูปหรือคลิป และแคมเปญที่ตั้งเป้าเป็น Reach ควรเปลี่ยนไปวัดที่ Lead หรือยอดขายหรือเปล่า เราช่วยวางระบบให้คนที่สนใจทักเข้ามา ส่วนการปิดการขายยังเป็นหน้าที่ของทีมขายคุณ

    คำถามที่พบบ่อย

    Reach กับ Impression อันไหนสำคัญกว่า?

    ขึ้นกับเป้าหมาย ถ้าอยากให้คนรู้จักแบรนด์ Reach สำคัญกว่า เพราะบอกว่าไปถึงคนใหม่กี่คน ถ้าอยากให้คนจำโปรโมชันในช่วงสั้น ๆ Impression กับ Frequency สำคัญกว่า แต่ถ้าเป้าหมายคือ Lead หรือยอดขาย ทั้งสองตัวเป็นแค่ตัวประกอบ ให้ตัดสินจากต้นทุนต่อ Lead และยอดขายแทน

    สูตรคำนวณ Impression คืออะไร?

    ระบบโฆษณานับ Impression ให้อัตโนมัติ แต่ถ้าอยากประมาณล่วงหน้า คิดได้ 2 แบบ แบบแรกคือ Impression เท่ากับ Reach คูณ Frequency แบบที่สองใช้จากงบ คือเอางบหารด้วย CPM แล้วคูณ 1,000 เช่น งบ 10,000 บาท CPM 100 บาท จะได้ราว 100,000 Impression

    Impression กับ View ต่างกันยังไง?

    Impression นับทุกครั้งที่โฆษณาขึ้นบนจอ ไม่สนว่าคนดูหรือเปล่า ส่วน View นับเฉพาะตอนที่คลิปถูกดูถึงเกณฑ์ของแพลตฟอร์มนั้น เช่น เล่นถึง 3 วินาที คลิปที่คนเลื่อนผ่านเร็ว ๆ จึงได้ Impression แต่ไม่ได้ View ถ้าสัดส่วน View ต่อ Impression ต่ำ แปลว่าต้นคลิปยังไม่ทำให้คนหยุดดู

    Organic Reach ลดลงเรื่อย ๆ เพราะอะไร?

    เพราะแต่ละวันมีโพสต์ที่แข่งกันขึ้นฟีดของคนคนหนึ่งมาก แพลตฟอร์มจึงเลือกแสดงเฉพาะโพสต์ที่คิดว่าคนนั้นจะสนใจ เพจธุรกิจส่วนใหญ่จึงเข้าถึงผู้ติดตามได้แค่ส่วนน้อย ทางแก้คือทำโพสต์ที่คนอยากตอบสนอง และใช้โฆษณาดันโพสต์ที่ได้ผลดีให้ไปถึงคนเพิ่ม

    Frequency สูงเกินไป แก้ยังไง?

    เริ่มจากเปลี่ยนรูปหรือคลิปใหม่ เพราะคนเบื่อตัวโฆษณามากกว่าเบื่อแบรนด์ ถ้ายังสูงอยู่ ให้ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้น หรือลดงบรายวันลง ส่วนโฆษณาบน Google แบบรูปภาพและวิดีโอ ตั้งจำกัดจำนวนครั้งที่คนเดิมจะเห็นต่อวันหรือต่อสัปดาห์ได้ในตั้งค่าแคมเปญ

    แหล่งอ้างอิง

  • CPL คืออะไร? ต้นทุนต่อ Lead เท่าไหร่ถึงคุ้ม

    CPL คืออะไร? ต้นทุนต่อ Lead เท่าไหร่ถึงคุ้ม

    CPL คือ ต้นทุนต่อ Lead หรือ Cost per Lead คิดจากค่าโฆษณาทั้งหมดหารด้วยจำนวน Lead ที่ได้ เช่น ใช้งบ 30,000 บาท มีคนกรอกฟอร์มหรือทักมา 60 ราย CPL เท่ากับ 500 บาท ตัวเลขนี้บอกว่าคุณจ่ายเท่าไหร่ต่อคนที่สนใจ 1 คน

    CPL เป็นตัวเลขที่ธุรกิจขายบริการ ขายของราคาสูง และธุรกิจ B2B ใช้วัดโฆษณามากที่สุด แต่ก็ถูกอ่านผิดบ่อยที่สุดเหมือนกัน CPL 300 บาทอาจขาดทุน ขณะที่ CPL 5,000 บาทอาจกำไรดี ขึ้นกับว่า Lead หนึ่งรายมีค่าเท่าไหร่สำหรับธุรกิจคุณ บทความนี้พาคิดตั้งแต่สูตร วิธีตั้งเพดานที่จ่ายไหว ไปจนถึงตัวเลขที่ต้องดูต่อหลังได้ Lead มาแล้ว ถ้ายังไม่แน่ใจว่าการหา Lead ทำงานยังไง เริ่มจากทำความเข้าใจ Lead Generation ก่อนได้

    CPL ตัวแปรสำคัญในการทำ Lead Generation

    CPL คืออะไร แล้วอะไรบ้างที่นับเป็น Lead

    Lead คือคนที่ทิ้งช่องทางติดต่อไว้ และสนใจสิ่งที่คุณขาย CPL จึงเป็นราคาที่คุณจ่ายให้ได้คนแบบนี้มา 1 คน ส่วนจะนับอะไรเป็น Lead บ้าง ต้องตกลงกันให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มยิงแอด

    สิ่งที่ธุรกิจส่วนใหญ่นับเป็น Lead

    • กรอกฟอร์ม ทิ้งชื่อ เบอร์โทร หรืออีเมลไว้ให้ติดต่อกลับ
    • โทรเข้า กดโทรจากโฆษณาหรือจากหน้าเว็บ
    • ทัก LINE หรือ inbox ส่งข้อความมาสอบถาม แล้วให้ข้อมูลส่วนตัว
    • ขอใบเสนอราคาหรือดาวน์โหลดเอกสาร เช่น แจกคู่มือหรือไฟล์ตัวอย่างแลกกับช่องทางติดต่อ แบบที่เรียกว่า Lead Magnet

    ถ้านิยามไม่ชัด ตัวเลขจะหลอกตา สมมติคุณนับทุกคนที่ทัก inbox มาถามว่า “ยังขายอยู่ไหม” เป็น Lead ด้วย CPL จะดูถูกมาก แต่ทีมขายจะบ่นว่าโทรไปแล้วคุยต่อไม่ได้

    อีกเรื่องที่เจอบ่อยคือ Lead ที่ทักผ่าน LINE หรือโทรเข้า ระบบโฆษณามักนับไม่ได้ว่ามาจากแคมเปญไหน ตัวเลข Lead ในบัญชีจึงน้อยกว่าที่เกิดขึ้น CPL ที่เห็นก็สูงเกินจริง ทำให้บางแคมเปญที่ได้ผลถูกปิดทิ้งไปเพราะดูเหมือนแพง

    สูตรคำนวณ CPL พร้อมตัวอย่าง

    CPL = ค่าโฆษณาทั้งหมด ÷ จำนวน Lead ที่ได้

    ตัวอย่างธุรกิจหนึ่งยิงโฆษณา 2 ช่องทางในเดือนเดียวกัน

    • Google Ads ใช้งบ 40,000 บาท ได้ Lead 32 ราย CPL เท่ากับ 1,250 บาท
    • Facebook Ads ใช้งบ 20,000 บาท ได้ Lead 50 ราย CPL เท่ากับ 400 บาท

    ดูแค่ตัวเลขนี้ Facebook ถูกกว่าเกือบ 3 เท่า แต่ยังสรุปไม่ได้ว่า Facebook ดีกว่า เพราะยังไม่รู้ว่า Lead ฝั่งไหนคุยต่อและปิดการขายได้มากกว่า เรื่องนี้อยู่ในหัวข้อถัดไป

    CPL เท่าไหร่ถึงคุ้ม คิดจากมูลค่าดีลของคุณเอง

    ไม่มี CPL ที่ดีสำหรับทุกธุรกิจ ตัวเลขที่ถูกต้องต้องคิดย้อนจากมูลค่าดีลและอัตราปิดการขายของคุณเอง ทำได้ใน 3 ขั้น

    1. หามูลค่าต่อ Lead เอามูลค่าดีลเฉลี่ย คูณอัตราปิดการขาย เช่น ดีลละ 60,000 บาท ปิดได้ 20 จาก 100 Lead มูลค่าต่อ Lead เท่ากับ 12,000 บาท

    2. ตั้งเพดาน CPL หลักที่เราใช้กับลูกค้าคือยอมจ่ายค่าโฆษณาต่อ Lead ราว 10-20% ของมูลค่าต่อ Lead จากตัวอย่างนี้คือ 1,200-2,400 บาท

    3. เทียบกับ CPL ที่ทำได้ตอนนี้ ต่ำกว่าเพดานคือคุ้ม เกินเพดานบ่อย ๆ ให้กลับไปเช็กคีย์เวิร์ด กลุ่มเป้าหมาย และหน้าเว็บก่อนเติมงบ

    ตารางนี้ใช้สูตรเดียวกันกับธุรกิจ 3 แบบ จะเห็นว่าเพดานที่จ่ายไหวต่างกันเป็นสิบเท่า

    ธุรกิจตัวอย่างมูลค่าดีลเฉลี่ยปิดได้มูลค่าต่อ Leadเพดาน CPL ที่จ่ายไหว
    คลินิกความงาม8,000 บาท30%2,400 บาท240-480 บาท
    ติดตั้งหลังคาและงานบ้าน60,000 บาท20%12,000 บาท1,200-2,400 บาท
    ขายเครื่องจักรให้โรงงาน500,000 บาท10%50,000 บาท5,000-10,000 บาท

    ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นวิธีคิด ให้แทนด้วยตัวเลขของธุรกิจคุณเอง ถ้าเป็นธุรกิจ B2B ที่ดีลใหญ่และตัดสินใจนาน ดูวิธีตั้งงบ Google Ads B2B จากมูลค่า Lead แบบละเอียดได้

    ถ้าอยากรู้ภาพกว้าง รายงานค่าเฉลี่ยของ LocaliQ ปี 2026 ซึ่งเก็บจากบัญชีโฆษณาฝั่งสหรัฐฯ ระบุว่า CPL เฉลี่ยของ Google Ads อยู่ราว 66.69 ดอลลาร์ ส่วน Facebook Ads อยู่ราว 27.39 ดอลลาร์ ห่างกันราว 2.4 เท่า ตัวเลขนี้ใช้ดูทิศทางได้ แต่อย่าเอามาเป็นเพดานของธุรกิจในไทย เพราะค่าคลิกและมูลค่าดีลต่างกันมาก

    CPL จาก Google กับ Facebook ทำไมไม่เท่ากัน

    ถ้าเทียบตามนิยามว่า CPL คือค่าโฆษณาต่อคนที่สนใจ 1 คน ฝั่ง Facebook มักถูกกว่า Google เพราะคนสองฝั่งอยู่คนละช่วงของการตัดสินใจ ฝั่ง Google คือคนที่กำลังค้นหาสิ่งที่ต้องการ ฝั่ง Facebook คือคนที่เลื่อนฟีดแล้วเจอโฆษณาโดยไม่ได้ตั้งใจหา

    • Google Ads CPL มักสูงกว่า แต่ Lead ส่วนใหญ่รู้แล้วว่าต้องการอะไร หลายรายพร้อมคุยราคา เหมาะกับบริการที่คนค้นหาเมื่อมีปัญหา เช่น ซ่อม ติดตั้ง หรือหาผู้รับเหมา
    • Facebook Ads CPL มักต่ำกว่า แต่ Lead จำนวนมากยังอยู่ในขั้นสนใจ ต้องตามต่อและคัดกรองมากกว่า เหมาะกับสินค้าที่ต้องสร้างความอยากก่อน หรือคนยังไม่รู้ว่ามีสินค้าแบบนี้

    ไม่มีฝั่งไหนดีกว่าเสมอ ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้ทั้งสองช่องทางคู่กัน แล้วตัดสินจากต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดได้ ไม่ใช่ CPL อย่างเดียว ถ้าอยากรู้ว่างบเริ่มต้นฝั่ง Facebook ควรอยู่ที่เท่าไหร่ ดูตัวเลขค่ายิง Ads Facebook ประกอบได้

    CPL ถูก แต่ขายไม่ได้ ต้องดูอะไรต่อ

    CPL คือราคาของคนที่สนใจ ไม่ใช่ราคาของลูกค้า มันบอกแค่ว่าได้คนที่สนใจมาในราคาเท่าไหร่ แต่ไม่ได้บอกว่าคนเหล่านั้นซื้อหรือเปล่า ตัวที่ต้องดูต่อคือต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดได้

    ต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดได้ = ค่าโฆษณาทั้งหมด ÷ จำนวนดีลที่ปิดได้

    ลองเทียบ 2 แคมเปญ

    • แคมเปญ A CPL 300 บาท ได้ 100 Lead ใช้งบ 30,000 บาท ปิดได้ 2 ดีล ต้นทุนต่อลูกค้า 15,000 บาท
    • แคมเปญ B CPL 900 บาท ได้ 40 Lead ใช้งบ 36,000 บาท ปิดได้ 6 ดีล ต้นทุนต่อลูกค้า 6,000 บาท

    แคมเปญ B มี CPL แพงกว่า 3 เท่า แต่ได้ลูกค้าถูกกว่าครึ่ง ถ้าดู CPL อย่างเดียว คุณจะปิดแคมเปญที่ทำเงินทิ้ง แล้วเติมเงินให้แคมเปญที่ได้แต่ Lead ที่คุยไม่ต่อ

    ระหว่างทางจาก Lead ไปถึงดีล มี 3 ตัวเลขที่ควรให้ทีมขายจดไว้ทุกเดือน

    • Lead ที่ติดต่อกลับได้กี่เปอร์เซ็นต์
    • Lead ที่ตรงกลุ่ม มีงบ และพร้อมคุยกี่เปอร์เซ็นต์
    • ปิดการขายได้กี่ดีล และดีลละเท่าไหร่

    ธุรกิจที่ขายของราคาสูงยิ่งต้องดูตัวเลขหลัง Lead เข้ามา อย่าง ERA Real Estate ที่ขายอสังหาฯ ซึ่งคนคิดนานและเทียบหลายโครงการก่อนตัดสินใจ เป้าหมายจึงไม่ใช่ Lead ที่ถูกที่สุด แต่เป็น Lead ที่ทีมตามต่อได้ ผลคือได้ 100+ Lead ต่อเดือน และมีรายที่ตามจนปิดการขายได้ อ่านเคส ERA Real Estate ว่าได้ Lead แบบไหนเข้ามา

    ส่วนธุรกิจที่ขายออนไลน์และปิดการขายบนเว็บได้เลย ใช้ ROAS หรือยอดขายต่อค่าโฆษณาวัดแทน CPL จะตรงกว่า

    5 วิธีลด CPL โดยไม่ลดคุณภาพ Lead

    CPL ลดได้จากทั้งฝั่งโฆษณาและฝั่งหน้าเว็บ วิธีที่ช่วยให้จ่ายน้อยลงโดยที่ Lead ยังคุยต่อได้มี 5 ข้อ

    • ทำให้คนคลิกมากขึ้น โฆษณาที่มี CTR สูงขึ้น ได้คนเข้าเว็บมากขึ้นในงบเท่าเดิม
    • ตัดคำค้นหรือกลุ่มที่ได้ Lead ไม่ตรง ดูว่าคำไหนหรือกลุ่มไหนได้ Lead แต่ไม่เคยปิดได้ แล้วหยุดจ่ายให้กลุ่มนั้น
    • ให้หน้าเว็บตอบคำถามก่อนคนจะทัก ใส่ราคาเริ่มต้น พื้นที่ให้บริการ และระยะเวลา คนที่ไม่ตรงจะคัดตัวเองออกไป
    • ใส่คำถามคัดกรอง 1-2 ข้อในฟอร์ม เช่น งบประมาณหรือจังหวัด ฟอร์มยังสั้น แต่ทีมขายรู้ก่อนโทรว่าใครควรโทรก่อน
    • วัด LINE และการโทรให้ครบ รู้ว่า Lead แต่ละรายมาจากแคมเปญไหน จะได้ไม่ปิดแคมเปญที่ดูแพงในบัญชี แต่เป็นตัวที่ได้ลูกค้ามากที่สุด

    วิธีลด CPL ที่ไม่ควรทำคือเปิดกลุ่มเป้าหมายกว้างเกินไป หรือแจกของฟรีเพื่อเก็บรายชื่อ CPL ลดลงเร็วก็จริง แต่ทีมขายจะเสียเวลาโทรตามคนที่ไม่เคยคิดจะซื้อ

    ให้เราช่วยคิดว่า Lead ของคุณควรแพงได้แค่ไหน

    คุยกับเราฟรี 45 นาที เราช่วยคำนวณมูลค่าต่อ Lead จากตัวเลขดีลของคุณ ตั้งเพดาน CPL ที่จ่ายไหว และดูว่าช่องทางไหนให้ Lead ที่ปิดการขายได้ ถ้าอยากให้วางระบบหา Lead ตั้งแต่โฆษณา Landing Page ไปจนถึงการวัดผลว่า Lead มาจากไหน ดูรายละเอียดบริการ Lead Generationได้ เราหา Lead คุณภาพให้ ส่วนทีมขายของคุณเป็นคนปิดการขาย

    คำถามที่พบบ่อย

    CPL กับ CPA ต่างกันยังไง?

    CPL คือต้นทุนต่อ Lead หรือต่อคนที่ทิ้งช่องทางติดต่อไว้ ส่วน CPA คือต้นทุนต่อการกระทำที่คุณตั้งเป็นเป้าหมาย ซึ่งอาจเป็นการซื้อ การสมัคร หรือการจอง ถ้าธุรกิจของคุณตั้งเป้าเป็นการได้ Lead ตัวเลขสองตัวนี้จะเท่ากัน แต่ถ้าเป้าคือการซื้อ CPA จะสูงกว่า CPL เสมอ เพราะไม่ใช่ทุก Lead ที่ซื้อ

    CPL ของ Facebook ถูกกว่า Google เสมอไหม?

    ส่วนใหญ่ใช่ แต่ไม่ทุกธุรกิจ บริการที่คนค้นหาตอนมีปัญหา เช่น ซ่อมเครื่องจักรหรือกำจัดปลวก บางครั้ง Google ได้ CPL ต่ำกว่า เพราะคนที่ค้นพร้อมติดต่อเลย ที่สำคัญกว่าการดูว่าฝั่งไหนถูก คือดูว่าฝั่งไหนได้ลูกค้าที่ปิดได้ในต้นทุนต่ำกว่า

    ต้องได้ Lead กี่รายถึงจะเชื่อตัวเลข CPL ได้?

    อย่างน้อยราว 20-30 Lead ต่อแคมเปญ ถ้าน้อยกว่านี้ Lead เพิ่มหรือหายไปแค่ 2-3 ราย ก็ทำให้ CPL ขยับแรงจนตัดสินใจผิด ถ้างบน้อยจนได้ Lead ไม่ถึง ให้ดูตัวเลขรวมหลายเดือน หรือรวมแคมเปญที่เป้าหมายเดียวกันมาดูพร้อมกัน

    CPL แพงขึ้นเรื่อย ๆ เกิดจากอะไร?

    สาเหตุที่เจอบ่อยคือโฆษณาตัวเดิมวนให้คนกลุ่มเดิมเห็นนานจนเบื่อ คู่แข่งเข้ามายิงคำเดียวกันมากขึ้น หรือเป็นช่วงฤดูที่ค่าโฆษณาแพงทั้งตลาด ให้เช็กตามลำดับ ถ้าความถี่ที่คนเห็นโฆษณาสูงขึ้นและคนคลิกน้อยลง ให้เปลี่ยนรูปหรือข้อความก่อน ถ้าค่าคลิกพุ่งขึ้นทั้งที่โฆษณาเดิม แปลว่าการแข่งขันเพิ่ม

    แหล่งอ้างอิง

  • CTR คืออะไร? แก้ยังไงเมื่อโฆษณาไม่มีใครคลิก

    CTR คืออะไร? แก้ยังไงเมื่อโฆษณาไม่มีใครคลิก

    CTR คือ อัตราการคลิกของโฆษณา คิดจากจำนวนคลิกหารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง แล้วคูณ 100 เช่น โฆษณาแสดง 1,000 ครั้ง มีคนคลิก 50 ครั้ง CTR เท่ากับ 5% ตัวเลขนี้บอกว่าโฆษณาน่าสนใจพอให้คนหยุดแล้วกดหรือเปล่า

    เปิดบัญชีโฆษณาแล้วเจอตัวเลขเต็มหน้าจอ หลายคนไม่รู้จะเริ่มดูตัวไหน CTR คือตัวแรกที่ควรดู เพราะบอกเร็วที่สุดว่าคนที่เห็นโฆษณาสนใจ หรือเลื่อนผ่านไปเฉย ๆ บทความนี้พาดูว่า CTR ควรอยู่ที่เท่าไหร่ในแต่ละช่องทาง ดูได้ตรงไหน และถ้าต่ำ จะรู้ได้ยังไงว่าพังที่จุดไหน ถ้าอยากเห็นตัวเลขอื่นในบัญชีด้วย ดูวิธีอ่านค่า Google Adsแบบเข้าใจง่ายประกอบได้

    ทำไมต้องดู CTR เป็นตัวแรก

    CTR บอกว่าคนที่เห็นโฆษณา 100 คน กดเข้ามากี่คน ยิ่งสูง ยิ่งแปลว่าโฆษณาพูดตรงกับสิ่งที่คนกำลังสนใจ

    CTR ย่อมาจาก Click-Through Rate แปลเป็นไทยว่าอัตราการคลิกผ่าน ใช้ได้กับโฆษณาทุกแบบ ทั้งโฆษณาบน Google, Facebook, TikTok และ YouTube เหตุผลที่ควรดูตัวนี้ก่อนตัวอื่นมี 4 ข้อ

    • เห็นผลเร็ว ยิงแอดไม่กี่วันก็อ่านค่าได้แล้ว ไม่ต้องรอยอดขาย
    • บอกว่าข้อความโดนใจไหม CTR ต่ำแปลว่าพาดหัว รูป หรือข้อเสนอยังไม่ตรงกับคนที่เห็น
    • มีผลกับค่าคลิก ใน Google Ads อัตราคลิกที่คาดว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของ Quality Score ซึ่งกระทบราคาที่คุณจ่ายต่อคลิก
    • ชี้จุดที่เงินเริ่มรั่ว ถ้าคนไม่คลิกตั้งแต่ด่านแรก ตัวเลขที่อยู่ถัดไปก็ดีไม่ได้

    แต่ CTR บอกแค่ด่านแรก คือคนสนใจพอจะกดไหม มันไม่ได้บอกว่าคนที่กดเข้ามาจะซื้อหรือเปล่า เรื่องนี้มีหัวข้อแยกให้ด้านล่าง เพราะเป็นกับดักที่เจ้าของธุรกิจเจอบ่อยมาก

    สูตรคำนวณ CTR พร้อมตัวอย่าง

    สูตรมีแค่บรรทัดเดียว

    CTR = (จำนวนคลิก ÷ จำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง) × 100

    จำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงเรียกว่า Impression นับทุกครั้งที่โฆษณาขึ้นบนจอ ถ้าคนเดิมเห็น 3 รอบก็นับ 3 ครั้ง ความต่างระหว่างจำนวนครั้งกับจำนวนคน อธิบายไว้ละเอียดในบทความ Reach กับ Impression

    ลองดูตัวอย่าง 2 แคมเปญที่ใช้งบเท่ากัน

    • แคมเปญ A แสดง 20,000 ครั้ง ได้ 600 คลิก CTR เท่ากับ 3%
    • แคมเปญ B แสดง 5,000 ครั้ง ได้ 400 คลิก CTR เท่ากับ 8%

    แคมเปญ A ได้คลิกมากกว่าก็จริง แต่แคมเปญ B ชวนคนกดได้ดีกว่าเกือบ 3 เท่า ถ้างบมีจำกัด B คือตัวที่ควรเติมเงินก่อน และควรดูว่า B พูดอะไรต่างจาก A แล้วเอาไปปรับใช้กับโฆษณาตัวอื่น

    ค่า CTR ควรอยู่ที่เท่าไหร่ ในแต่ละช่องทาง

    ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้ทุกช่องทาง เพราะคนเห็นโฆษณาในอารมณ์ต่างกัน คนที่พิมพ์ค้นหาใน Google กำลังมองหาของอยู่แล้ว ส่วนคนที่เลื่อนฟีด Facebook กำลังดูโพสต์เพื่อน ค่าเฉลี่ยจึงห่างกันหลายเท่า

    ช่องทางCTR เฉลี่ยเหตุผล
    Google Search ทุกอุตสาหกรรม6.64%คนกำลังค้นหาสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว
    Google Search กลุ่มบริการธุรกิจ6.10%คำค้นเฉพาะทาง คนค้นน้อยแต่ตั้งใจ
    Facebook แคมเปญหา Lead2.70%กรอกฟอร์มได้ในแอป ไม่ต้องออกไปไหน
    Facebook แคมเปญพาคนเข้าเว็บ1.93%ต้องออกจากแอปไปหน้าเว็บ คนกดน้อยกว่า

    ตัวเลขในตารางมาจากรายงานค่าเฉลี่ยของ LocaliQ ปี 2026 ซึ่งเก็บจากบัญชีโฆษณาฝั่งสหรัฐฯ ตัวเลขในไทยอาจต่างไปบ้าง ให้ใช้เป็นจุดตั้งต้นสำหรับเทียบ แล้วค่อยใช้ตัวเลขในบัญชีของคุณเองเป็นเกณฑ์หลัก

    วิธีอ่านค่าของตัวเองแบบง่าย ๆ

    • ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกินครึ่ง โฆษณาน่าจะไปโผล่ผิดคน หรือพาดหัวไม่ตอบสิ่งที่คนหา ควรแก้ก่อนเพิ่มงบ
    • ใกล้ค่าเฉลี่ย อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลองทดสอบพาดหัวหรือรูปใหม่เพื่อดันขึ้นอีกนิด
    • สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก ดีในด่านแรก แต่ต้องเช็กต่อว่าคนที่คลิกเป็นกลุ่มที่ซื้อได้หรือเปล่า

    ส่วนโฆษณาแบบรูปภาพบนเว็บต่าง ๆ (Display) และโฆษณาวิดีโอ CTR ต่ำกว่า Search มากเป็นเรื่องปกติ เพราะคนไม่ได้กำลังหาอะไร โฆษณาไปโผล่ระหว่างที่เขาอ่านข่าวหรือดูคลิป อย่าเอาตัวเลขของสองแบบนี้มาเทียบกัน

    CTR ดูตรงไหน ใน Google Ads และ Facebook Ads

    ทั้งสองระบบมีคอลัมน์ CTR ให้อยู่แล้ว แค่ต้องรู้ว่าควรดูระดับไหน และใน Facebook ต้องเลือกให้ถูกตัว

    ดู CTR ใน Google Ads

    • เปิด Google Ads แล้วกดเมนูแคมเปญ
    • คอลัมน์ CTR มีให้ดูทั้งระดับแคมเปญ กลุ่มโฆษณา และคีย์เวิร์ด
    • ถ้าไม่เห็น ให้กดไอคอนคอลัมน์ แล้วเพิ่ม CTR จากหมวดประสิทธิภาพ
    • ระดับคีย์เวิร์ดสำคัญที่สุด เพราะจะเห็นว่าคำไหนคนเห็นเยอะแต่แทบไม่มีใครกด

    ดู CTR ใน Facebook Ads Manager

    • CTR (all) นับทุกคลิก รวมกดดูรูป กดไลก์ กดชื่อเพจ
    • CTR (link click-through rate) นับเฉพาะคนที่กดออกไปหน้าเว็บหรือเปิดฟอร์ม
    • ตัวที่ควรใช้ตัดสินโฆษณาคือ CTR แบบลิงก์ เพราะใกล้การซื้อมากกว่า

    หลายคนเห็น CTR (all) 4% แล้วดีใจ แต่พอเปิดดู CTR แบบลิงก์เหลือ 0.8% แปลว่าคนเล่นกับโพสต์เยอะ แต่กดไปต่อน้อย อาการนี้คล้ายเรื่อง Engagement ที่ยอดไลก์สูงไม่ได้แปลว่าขายได้

    CTR ต่ำ เกิดจากอะไร เช็ก 4 จุดนี้ก่อน

    CTR ต่ำส่วนใหญ่มาจาก 4 จุดนี้ เรียงจากที่เจอบ่อยที่สุดลงไป เช็กตามลำดับจะประหยัดเวลากว่าเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน

    1. โฆษณาไปโผล่ผิดคน

    บน Google มักเกิดจากคีย์เวิร์ดกว้างเกินไป เช่น ขายเครื่องกรองน้ำสำหรับโรงงาน แต่โฆษณาไปโผล่ตอนคนค้นคำว่า เครื่องกรองน้ำ เฉย ๆ คนที่ค้นส่วนใหญ่อยากได้เครื่องใช้ในบ้าน เห็นโฆษณาแล้วก็ไม่กด ทางแก้คือใส่คำที่ไม่ต้องการเป็น Negative Keyword ส่วนบน Facebook มักเกิดจากกลุ่มเป้าหมายกว้างเกิน หรือเลือกความสนใจที่ไม่เกี่ยวกับสินค้า

    2. พาดหัว (Headline) ไม่ตอบสิ่งที่คนกำลังหา

    คนค้นว่า ราคาติดตั้งแอร์โรงงาน แต่พาดหัวเขียนว่า บริษัทแอร์มาตรฐานสากล คนอยากรู้ราคา ไม่ได้อยากรู้ว่าคุณได้มาตรฐานอะไร พาดหัวที่ได้คลิกมักมีคำที่คนค้นอยู่ในนั้น และบอกสิ่งที่เขาอยากรู้เลย เช่น ราคาเริ่มต้น ระยะเวลา หรือพื้นที่ให้บริการ

    3. ข้อเสนอเหมือนคู่แข่งทุกเจ้า

    บนหน้าค้นหา คนเห็นโฆษณา 3-4 เจ้าเรียงกัน ถ้าทุกเจ้าเขียนว่าราคาถูก บริการดี คนจะกดเจ้าที่ให้เหตุผลชัดกว่า เช่น ส่งใบเสนอราคาภายใน 24 ชั่วโมง ไม่มีค่าสำรวจหน้างาน หรือมีรีวิวจากลูกค้าเป็นตัวเลข

    4. รูปหรือคลิปไม่หยุดนิ้ว

    บน Facebook และ TikTok คนตัดสินใจภายใน 1-2 วินาทีว่าจะดูต่อหรือเลื่อนผ่าน ภาพสต็อกสวย ๆ มักถูกเลื่อนผ่าน ภาพสินค้าตอนใช้งานจริง หรือคลิปคนพูดหน้ากล้อง มักได้ผลดีกว่า และถ้าโฆษณาตัวเดิมวนให้คนกลุ่มเดิมเห็นนานเกินไป CTR จะค่อย ๆ ลดลงเอง ถึงเวลานั้นต้องเปลี่ยนรูปหรือคลิปใหม่

    CTR สูง แต่ไม่มีลูกค้าทักมา ผิดตรงไหน

    ถ้า CTR สูงแต่ไม่มีคนกรอกฟอร์มหรือทักมามาสอบถามข้อมูล แปลว่าปัญหาอยู่หลังคลิก ไม่ใช่ที่ตัวโฆษณา สาเหตุที่เจอบ่อยมี 3 แบบ

    • โฆษณาสัญญาอย่าง หน้าเว็บให้อีกอย่าง พาดหัวบอกราคาเริ่มต้น แต่หน้าเว็บไม่มีราคาให้ดู คนก็กดออก
    • คนที่คลิกไม่ใช่คนซื้อ พาดหัวเร้าใจเกินไป เช่น แจกฟรี คนที่แค่อยากรู้จะกดเข้ามาเยอะ แต่ไม่มีใครซื้อ
    • หน้าเว็บช้าหรือฟอร์มยาวเกินไป คนสนใจแล้ว แต่รอไม่ไหวหรือขี้เกียจกรอก

    ธุรกิจ B2B เจอปัญหานี้บ่อยเป็นพิเศษ เพราะคนที่คลิกมีทั้งเจ้าของกิจการและคนที่แค่หาข้อมูล ดู 6 ปัญหาของ Landing Page B2B ที่ได้คลิกแต่ไม่ได้ Lead พร้อมวิธีแก้ประกอบได้

    ตารางนี้ช่วยให้อ่าน CTR คู่กับจำนวน Lead แล้วรู้ว่าต้องแก้ที่ไหน

    สถานการณ์แปลว่าควรแก้ที่
    CTR ต่ำ Lead น้อยโฆษณายังไม่โดนใจคนที่เห็นคีย์เวิร์ด กลุ่มเป้าหมาย พาดหัว
    CTR สูง Lead น้อยคนสนใจ แต่หน้าเว็บยังไม่ตอบโจทย์Landing Page ฟอร์ม ข้อเสนอ
    CTR ต่ำ Lead ดีคนที่กดตรงกลุ่ม แต่โฆษณาเข้าถึงคนน้อยเพิ่มคำค้น ขยายกลุ่ม ค่อย ๆ เพิ่มงบ
    CTR สูง Lead ดีระบบทำงานดีแล้วเพิ่มงบทีละ 20-30% แล้วดูต้นทุนต่อ Lead

    เพราะ CTR คือด่านแรกเท่านั้น จึงไม่ควรดูตัวเดียว ให้ดูคู่กับต้นทุนต่อ Lead หรือ CPL เสมอ เพราะสุดท้ายสิ่งที่ธุรกิจต้องการคือคนที่ทักมาแล้วคุยต่อได้ ไม่ใช่แค่คลิก

    วิธีเพิ่ม CTR โดยไม่ได้คลิกขยะมาเพิ่ม

    เพิ่ม CTR ได้หลายวิธี แต่ต้องเพิ่มแบบที่คนคลิกยังเป็นกลุ่มที่ซื้อได้ วิธีที่ใช้ได้ผลและไม่ทำให้คุณภาพคนที่เข้ามาแย่ลงมี 5 ข้อ

    • ใส่คำที่คนค้นไว้ในพาดหัว คนจะรู้สึกว่าโฆษณานี้ตอบสิ่งที่เขาพิมพ์มา
    • ใส่ตัวเลขที่เจาะจง ราคาเริ่มต้น จำนวนวันที่ใช้ หรือจำนวนลูกค้าที่เคยทำให้
    • ใช้ข้อมูลเสริมของโฆษณาใน Google เช่น เบอร์โทร ลิงก์ย่อย และข้อความเพิ่มเติม โฆษณาจะใหญ่ขึ้นและมีที่ให้กดมากขึ้น
    • ทดสอบ 2-3 เวอร์ชันพร้อมกัน เปลี่ยนทีละอย่าง เช่น พาดหัวอย่างเดียว แล้วเก็บตัวที่ชนะไว้
    • เปลี่ยนรูปหรือคลิปเมื่อ CTR ตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะแคมเปญบน Facebook ที่ยิงให้คนกลุ่มเดิมนาน ๆ

    จำไว้ว่า CTR คือตัววัดว่าคนที่ใช่สนใจโฆษณาแค่ไหน สิ่งที่ไม่ควรทำจึงเป็นการเพิ่ม CTR ด้วยพาดหัวล่อคลิก CTR ขึ้นก็จริง แต่คนที่เข้ามาไม่ได้อยากซื้อ งบก็รั่วไปกับคลิกที่ไม่มีวันกลายเป็นลูกค้า

    อยากรู้ว่าโฆษณาของคุณมีคนเห็นแต่ไม่คลิกเพราะอะไร

    ส่งบัญชีโฆษณามาให้เราดูได้ฟรี เราจะชี้ให้เห็นว่าคีย์เวิร์ดหรือโฆษณาตัวไหน CTR ต่ำกว่าที่ควร ต้นเหตุอยู่ที่คำค้น พาดหัว หรือหน้าเว็บ และควรแก้จุดไหนก่อนเพื่อไม่ให้งบรั่วต่อ เราช่วยวางระบบให้คนที่สนใจทักเข้ามา ส่วนการปิดการขายยังเป็นหน้าที่ของทีมขายคุณเหมือนเดิม

    คำถามที่พบบ่อย

    ค่า CTR ควรอยู่ที่เท่าไหร่?

    ขึ้นกับช่องทาง โฆษณาค้นหาบน Google มีค่าเฉลี่ยราว 6% ส่วนโฆษณาบน Facebook อยู่ราว 2-3% แต่ตัวเลขที่ควรใช้เป็นเกณฑ์จริงคือค่าในบัญชีของคุณเอง ให้ดูว่าโฆษณาตัวไหน CTR ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของบัญชีมาก ตัวนั้นคือตัวที่ควรแก้ก่อน

    CTR ใน TikTok คืออะไร?

    ความหมายเหมือนช่องทางอื่น คือจำนวนคลิกหารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง แต่บน TikTok คนดูคลิปแบบเลื่อนเร็ว CTR จึงมักต่ำกว่าโฆษณาค้นหา สิ่งที่มีผลมากที่สุดคือ 2-3 วินาทีแรกของคลิป ถ้าต้นคลิปไม่ทำให้คนหยุดดู คนก็ไม่เห็นปุ่มให้กด

    CTR กับ Conversion Rate ต่างกันยังไง?

    CTR วัดว่าคนที่เห็นโฆษณากดเข้ามากี่เปอร์เซ็นต์ ส่วน Conversion Rate วัดว่าคนที่กดเข้ามาแล้ว ทำสิ่งที่เราต้องการกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น กรอกฟอร์ม โทร หรือซื้อ CTR บอกว่าโฆษณาดีไหม Conversion Rate บอกว่าหน้าเว็บกับข้อเสนอดีไหม ต้องดูคู่กันถึงจะเห็นภาพครบ

    CTR สูงทำให้ค่าคลิกถูกลงไหม?

    ใน Google Ads มีส่วน เพราะอัตราคลิกที่คาดว่าจะได้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Google ใช้ให้คะแนนคุณภาพโฆษณา คะแนนที่ดีช่วยให้ได้ตำแหน่งดีขึ้นโดยจ่ายต่อคลิกน้อยลง แต่ CTR ไม่ใช่ปัจจัยเดียว ความเกี่ยวข้องของโฆษณากับคำค้นและคุณภาพหน้าเว็บก็มีผลด้วย

    ควรรอกี่วันก่อนตัดสินว่า CTR ต่ำ?

    อย่าตัดสินจากวันแรกหรือวันที่สอง เพราะตัวเลขยังแกว่ง ให้รอจนโฆษณาแสดงอย่างน้อยราว 1,000 ครั้ง หรือประมาณ 5-7 วัน แล้วค่อยเทียบ ถ้าโฆษณาแสดงน้อยมาก ตัวเลข CTR จะขึ้นลงแรงจากคลิกไม่กี่ครั้ง

    แหล่งอ้างอิง

    • Google Ads Help: คำจำกัดความ CTR
    • LocaliQ: ค่าเฉลี่ยโฆษณาค้นหา
    • LocaliQ: ค่าเฉลี่ย Facebook Ads
    • Wikipedia: Click-through rate