Reach คือ จำนวนคนที่เห็นโฆษณาอย่างน้อย 1 ครั้ง ส่วน Impression คือ จำนวนครั้งทั้งหมดที่โฆษณาแสดง นับซ้ำถ้าคนเดิมเห็นหลายรอบ เช่น คน 1,000 คนเห็นโฆษณาคนละ 3 ครั้ง Reach เท่ากับ 1,000 และ Impression เท่ากับ 3,000
Reach กับ Impression เป็นสองตัวเลขที่วางอยู่ติดกันในหน้ารายงานโฆษณา และเป็นคู่ที่คนสับสนกันมากที่สุด แต่มันไม่ได้เป็นแค่ศัพท์ที่ต้องจำ เพราะถ้าอ่านสองตัวนี้คู่กันเป็น คุณจะรู้ว่าโฆษณากำลังไปถึงคนใหม่ หรือวนให้คนเดิมดูซ้ำจนเปลืองงบ ทั้งสองตัวยังเป็นตัวตั้งของตัวเลขอื่นในบัญชี เช่น อัตราคลิก และ Engagement ด้วย

Reach กับ Impression ต่างกันยังไง
Reach นับคน Impression นับครั้ง ตัวเลข Impression จึงเท่ากับหรือมากกว่า Reach เสมอ ส่วน View เป็นอีกตัวที่คนมักถามคู่กัน ตารางนี้สรุปความต่างของทั้ง 3 ตัว
| Reach | Impression | View | |
| นับอะไร | จำนวนคนที่เห็น ไม่นับซ้ำ | จำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง | จำนวนครั้งที่คลิปถูกดูถึงเกณฑ์ |
| คนเดิมเห็น 5 รอบ นับเป็น | 1 | 5 | ขึ้นกับว่าดูนานพอจะนับหรือไม่ |
| ใช้ตอบคำถาม | โฆษณาไปถึงคนกี่คน | โฆษณาออกไปกี่รอบ | คลิปถูกดูจนถึงเกณฑ์กี่ครั้ง |
View ไม่ได้นับทุกครั้งที่คลิปขึ้นบนจอ แต่ละแพลตฟอร์มมีเกณฑ์ของตัวเอง เช่น Facebook มีตัวนับการเล่นคลิปตั้งแต่ 3 วินาทีขึ้นไป คลิปเดียวกันจึงมี Impression สูงกว่า View เสมอ
Reach คืออะไร และ Impression คืออะไร ใช้ตอบคนละคำถาม
สองตัวนี้ไม่ได้แข่งกันว่าตัวไหนสำคัญกว่า แต่ใช้ตอบคนละคำถาม
Reach ใช้ตอบว่าโฆษณาไปถึงคนกี่คน
Reach คือ ตัวเลขที่ควรดูเมื่ออยากให้คนจำนวนมากรู้จักแบรนด์ เช่น เปิดสาขาใหม่ ออกสินค้าใหม่ หรืออยากให้คนในพื้นที่หนึ่งเห็นร้านคุณ ถ้า Reach ไม่โตทั้งที่ยังใช้งบเท่าเดิม แปลว่าโฆษณากำลังวนอยู่กับคนกลุ่มเดิม
Reach มี 2 แบบที่ควรรู้
- Organic Reach คนที่เห็นโพสต์โดยไม่ได้จ่ายเงิน เช่น ผู้ติดตามเพจที่โพสต์ขึ้นฟีด
- Paid Reach คนที่เห็นเพราะคุณจ่ายเงินยิงโฆษณา
Impression ใช้ตอบว่าโฆษณาออกไปกี่รอบ
Impression คือ ตัวเลขที่ใช้วัดว่าโฆษณาถูกแสดงไปกี่ครั้ง บน Google ถึงโฆษณาจะแสดงแค่บางส่วน เช่น ขึ้นแค่ชื่อร้านกับที่ตั้งบน Google Maps ก็นับเป็น 1 Impression ตัวเลขนี้เป็นตัวหารของสูตรสำคัญหลายตัว
- CTR คือจำนวนคลิกหารด้วย Impression ใช้ดูว่าโฆษณาชวนคนกดได้ดีแค่ไหน
- CPM คือค่าโฆษณาต่อ 1,000 Impression ใช้ดูว่าค่าแสดงผลแพงขึ้นหรือถูกลง
Frequency คืออะไร ตัวเลขที่บอกว่าโฆษณาเริ่มน่าเบื่อ
Frequency คือ จำนวนครั้งเฉลี่ยที่คน 1 คนเห็นโฆษณา คิดจาก Reach กับ Impression ที่เพิ่งพูดถึง และเป็นตัวที่บอกได้ว่างบเริ่มรั่วหรือยัง
Frequency = Impression ÷ Reach
เช่น Impression 12,000 ครั้ง Reach 4,000 คน Frequency เท่ากับ 3 แปลว่าโดยเฉลี่ยแต่ละคนเห็นโฆษณานี้ 3 รอบ บางคนอาจเห็นรอบเดียว บางคนเห็น 6 รอบ
เกณฑ์ที่คนยิงแอดใช้ดูกันทั่วไป
- 1-2 ครั้ง ปกติ คนส่วนใหญ่เพิ่งเห็นไม่กี่รอบ
- ราว 3-5 ครั้ง เริ่มต้องจับตา โดยเฉพาะถ้า CTR เริ่มลดลง
- เกิน 5 ครั้ง ในกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก คนเดิมเห็นซ้ำจนเบื่อ ค่าโฆษณาต่อผลลัพธ์มักแพงขึ้น
เกณฑ์นี้เป็นหลักที่ใช้กันในวงการ ไม่ใช่กฎของ Meta หรือ Google แคมเปญที่ยิงซ้ำหาคนเคยเข้าเว็บหรือเคยทักมา (Retargeting) มี Frequency สูงกว่านี้ได้ เพราะเป็นคนที่สนใจอยู่แล้ว
สัญญาณว่าโฆษณาวนซ้ำจนเกินไปแล้ว
- CTR ค่อย ๆ ลดลงทุกสัปดาห์ ทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนอะไร
- ค่าโฆษณาต่อ Lead หรือต่อยอดขายแพงขึ้น
- เริ่มมีคอมเมนต์แนวว่าเห็นโฆษณานี้ทุกวัน
ทางแก้คือเปลี่ยนรูปหรือคลิปใหม่ ขยายกลุ่มเป้าหมาย หรือลดงบลงให้สมดุลกับขนาดกลุ่ม เพราะงบเท่าเดิมแต่กลุ่มเล็ก Frequency จะพุ่งเร็ว ดูวิธีคิดงบให้พอดีกับกลุ่มเป้าหมายได้ในบทความค่ายิง Ads Facebook
ดู Reach กับ Impression ตรงไหน ใน Facebook และ Google
ทั้งสองระบบมีตัวเลขให้ดูอยู่แล้ว แต่ชื่อเมนูและตัวเลขที่แสดงให้ไม่เหมือนกัน
ใน Facebook Ads Manager
- คอลัมน์ Reach, Impressions และ Frequency อยู่ในชุดคอลัมน์ประสิทธิภาพ ดูได้ทั้งระดับแคมเปญ ชุดโฆษณา และโฆษณา
- ถ้าไม่เห็น ให้กดเลือกคอลัมน์ แล้วติ๊กเพิ่มทั้ง 3 ตัวเข้าไป
- เลือกช่วงวันที่ให้ครอบคลุมทั้งแคมเปญ เพราะ Reach ของทั้งช่วงไม่เท่ากับ Reach รายวันบวกกัน
- ส่วน Reach ของโพสต์ที่ไม่ได้ยิงโฆษณา ดูได้ในหน้าข้อมูลเชิงลึกของเพจ
ใน Google Ads
- คอลัมน์ Impr. คือจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง มีให้ดูทุกแคมเปญ
- Reach และความถี่เฉลี่ยมีให้ดูเฉพาะแคมเปญแบบรูปภาพและวิดีโอ เพิ่มได้จากเมนูคอลัมน์ในหมวด Reach
- โฆษณาค้นหาไม่มีตัวเลข Reach ให้ดู เพราะโฆษณาแสดงตามคำที่คนค้น ไม่ได้ไล่แสดงให้คนกลุ่มเดิม
ถ้าเปิดดูแล้วพบว่า Impression โตเร็วกว่า Reach มาก แปลว่าคนเดิมกำลังเห็นโฆษณาซ้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้ไปดูหัวข้อ Frequency ด้านบนว่าตัวเลขเกินเกณฑ์แล้วหรือยัง
ควรดู Reach หรือ Impression ก่อน ขึ้นกับเป้าหมายของแคมเปญ
ไม่มีตัวไหนต้องดูก่อนเสมอ ให้เลือกตามสิ่งที่แคมเปญนั้นต้องการ
- อยากให้คนรู้จักแบรนด์ ดู Reach เป็นหลัก ยิ่งไปถึงคนใหม่มากในงบเท่าเดิม ยิ่งดี
- อยากให้คนจำได้ในช่วงสั้น ๆ เช่น โปรโมชันหรืองานอีเวนต์ ดู Impression คู่กับ Frequency ให้คนเห็นราว 2-3 รอบ
- อยากได้ Lead หรือยอดขาย ทั้งสองตัวเป็นแค่ตัวประกอบ ตัวที่ต้องตัดสินคือ CTR ต้นทุนต่อ Lead และยอดขาย ถ้าเป้าหมายคือยอด ให้ตั้งแคมเปญแบบยิงแอดแบบ Conversionแทนการตั้งให้ระบบหา Reach
ฝั่ง Google เรื่อง Reach และ Frequency สำคัญกับโฆษณาแบบรูปภาพและวิดีโอมากกว่าโฆษณาค้นหา เพราะโฆษณาแบบนี้ตามไปแสดงตามเว็บและคลิปที่คนดูอยู่ Google Ads จึงมีตัวตั้งค่าจำกัดจำนวนครั้งที่คนเดิมจะเห็นโฆษณาได้ ส่วนโฆษณาค้นหาจะแสดงเฉพาะตอนที่คนค้น ดูความต่างของสองแบบนี้ได้ใน Google Search vs Google Display
3 ความเข้าใจผิดเรื่อง Reach กับ Impression ที่พาให้งบรั่ว
ความเข้าใจผิด 3 ข้อนี้พบบ่อยในบัญชีของธุรกิจที่ยิงแอดเอง และทำให้ตัดสินใจเติมเงินผิดแคมเปญ
1. Reach เยอะ แปลว่าขายดี
Reach บอกแค่ว่ามีคนเห็น ไม่ได้บอกว่าคนที่เห็นสนใจ แคมเปญที่ตั้งให้ระบบหา Reach สูงสุด ระบบจะหาคนที่เห็นโฆษณาได้ถูกที่สุด ซึ่งมักไม่ใช่คนที่พร้อมซื้อ Reach สูงแต่ไม่มีใครทักจึงเป็นเรื่องปกติของแคมเปญแบบนี้
2. Impression สูง แปลว่ามีคนเห็นเยอะ
Impression 50,000 ครั้งอาจมาจากคน 50,000 คน หรือคน 5,000 คนที่เห็นคนละ 10 รอบก็ได้ ถ้าไม่ดู Reach คู่กัน คุณจะไม่รู้เลยว่ากำลังจ่ายเงินให้คนเดิมเห็นซ้ำ
3. Reach รายวันเอามาบวกกันได้
Reach วันละ 1,000 คน ติดกัน 7 วัน ไม่ได้แปลว่ามีคนเห็น 7,000 คน เพราะคนเดิมอาจเห็นหลายวัน Reach ของทั้งสัปดาห์อาจเหลือแค่ 3,000-4,000 คน เวลาดูรายงาน ให้เลือกช่วงวันที่ทั้งแคมเปญ แทนการเอาตัวเลขรายวันมาบวกเอง
ไม่แน่ใจว่าโฆษณาวนซ้ำคนเดิมจนเปลืองงบหรือยัง
ส่งบัญชี Facebook Ads หรือ Google Ads มาให้เราดูได้ฟรี เราจะเช็กว่าแคมเปญไหน Frequency สูงเกินไป ตัวไหนควรเปลี่ยนรูปหรือคลิป และแคมเปญที่ตั้งเป้าเป็น Reach ควรเปลี่ยนไปวัดที่ Lead หรือยอดขายหรือเปล่า เราช่วยวางระบบให้คนที่สนใจทักเข้ามา ส่วนการปิดการขายยังเป็นหน้าที่ของทีมขายคุณ
คำถามที่พบบ่อย
ขึ้นกับเป้าหมาย ถ้าอยากให้คนรู้จักแบรนด์ Reach สำคัญกว่า เพราะบอกว่าไปถึงคนใหม่กี่คน ถ้าอยากให้คนจำโปรโมชันในช่วงสั้น ๆ Impression กับ Frequency สำคัญกว่า แต่ถ้าเป้าหมายคือ Lead หรือยอดขาย ทั้งสองตัวเป็นแค่ตัวประกอบ ให้ตัดสินจากต้นทุนต่อ Lead และยอดขายแทน
ระบบโฆษณานับ Impression ให้อัตโนมัติ แต่ถ้าอยากประมาณล่วงหน้า คิดได้ 2 แบบ แบบแรกคือ Impression เท่ากับ Reach คูณ Frequency แบบที่สองใช้จากงบ คือเอางบหารด้วย CPM แล้วคูณ 1,000 เช่น งบ 10,000 บาท CPM 100 บาท จะได้ราว 100,000 Impression
Impression นับทุกครั้งที่โฆษณาขึ้นบนจอ ไม่สนว่าคนดูหรือเปล่า ส่วน View นับเฉพาะตอนที่คลิปถูกดูถึงเกณฑ์ของแพลตฟอร์มนั้น เช่น เล่นถึง 3 วินาที คลิปที่คนเลื่อนผ่านเร็ว ๆ จึงได้ Impression แต่ไม่ได้ View ถ้าสัดส่วน View ต่อ Impression ต่ำ แปลว่าต้นคลิปยังไม่ทำให้คนหยุดดู
เพราะแต่ละวันมีโพสต์ที่แข่งกันขึ้นฟีดของคนคนหนึ่งมาก แพลตฟอร์มจึงเลือกแสดงเฉพาะโพสต์ที่คิดว่าคนนั้นจะสนใจ เพจธุรกิจส่วนใหญ่จึงเข้าถึงผู้ติดตามได้แค่ส่วนน้อย ทางแก้คือทำโพสต์ที่คนอยากตอบสนอง และใช้โฆษณาดันโพสต์ที่ได้ผลดีให้ไปถึงคนเพิ่ม
เริ่มจากเปลี่ยนรูปหรือคลิปใหม่ เพราะคนเบื่อตัวโฆษณามากกว่าเบื่อแบรนด์ ถ้ายังสูงอยู่ ให้ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ใหญ่ขึ้น หรือลดงบรายวันลง ส่วนโฆษณาบน Google แบบรูปภาพและวิดีโอ ตั้งจำกัดจำนวนครั้งที่คนเดิมจะเห็นต่อวันหรือต่อสัปดาห์ได้ในตั้งค่าแคมเปญ
แหล่งอ้างอิง
- Google Ads Help: คำจำกัดความการแสดงผล
- Google Ads Help: การกำหนดความถี่สูงสุด
- Meta Business Help Center: เกณฑ์ชี้วัดการเข้าถึง
- Wikipedia: Impression ในโฆษณาออนไลน์


