CTR คือ อัตราการคลิกของโฆษณา คิดจากจำนวนคลิกหารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง แล้วคูณ 100 เช่น โฆษณาแสดง 1,000 ครั้ง มีคนคลิก 50 ครั้ง CTR เท่ากับ 5% ตัวเลขนี้บอกว่าโฆษณาน่าสนใจพอให้คนหยุดแล้วกดหรือเปล่า
เปิดบัญชีโฆษณาแล้วเจอตัวเลขเต็มหน้าจอ หลายคนไม่รู้จะเริ่มดูตัวไหน CTR คือตัวแรกที่ควรดู เพราะบอกเร็วที่สุดว่าคนที่เห็นโฆษณาสนใจ หรือเลื่อนผ่านไปเฉย ๆ บทความนี้พาดูว่า CTR ควรอยู่ที่เท่าไหร่ในแต่ละช่องทาง ดูได้ตรงไหน และถ้าต่ำ จะรู้ได้ยังไงว่าพังที่จุดไหน ถ้าอยากเห็นตัวเลขอื่นในบัญชีด้วย ดูวิธีอ่านค่า Google Adsแบบเข้าใจง่ายประกอบได้

ทำไมต้องดู CTR เป็นตัวแรก
CTR บอกว่าคนที่เห็นโฆษณา 100 คน กดเข้ามากี่คน ยิ่งสูง ยิ่งแปลว่าโฆษณาพูดตรงกับสิ่งที่คนกำลังสนใจ
CTR ย่อมาจาก Click-Through Rate แปลเป็นไทยว่าอัตราการคลิกผ่าน ใช้ได้กับโฆษณาทุกแบบ ทั้งโฆษณาบน Google, Facebook, TikTok และ YouTube เหตุผลที่ควรดูตัวนี้ก่อนตัวอื่นมี 4 ข้อ
- เห็นผลเร็ว ยิงแอดไม่กี่วันก็อ่านค่าได้แล้ว ไม่ต้องรอยอดขาย
- บอกว่าข้อความโดนใจไหม CTR ต่ำแปลว่าพาดหัว รูป หรือข้อเสนอยังไม่ตรงกับคนที่เห็น
- มีผลกับค่าคลิก ใน Google Ads อัตราคลิกที่คาดว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งของ Quality Score ซึ่งกระทบราคาที่คุณจ่ายต่อคลิก
- ชี้จุดที่เงินเริ่มรั่ว ถ้าคนไม่คลิกตั้งแต่ด่านแรก ตัวเลขที่อยู่ถัดไปก็ดีไม่ได้
แต่ CTR บอกแค่ด่านแรก คือคนสนใจพอจะกดไหม มันไม่ได้บอกว่าคนที่กดเข้ามาจะซื้อหรือเปล่า เรื่องนี้มีหัวข้อแยกให้ด้านล่าง เพราะเป็นกับดักที่เจ้าของธุรกิจเจอบ่อยมาก
สูตรคำนวณ CTR พร้อมตัวอย่าง
สูตรมีแค่บรรทัดเดียว
CTR = (จำนวนคลิก ÷ จำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง) × 100
จำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงเรียกว่า Impression นับทุกครั้งที่โฆษณาขึ้นบนจอ ถ้าคนเดิมเห็น 3 รอบก็นับ 3 ครั้ง ความต่างระหว่างจำนวนครั้งกับจำนวนคน อธิบายไว้ละเอียดในบทความ Reach กับ Impression
ลองดูตัวอย่าง 2 แคมเปญที่ใช้งบเท่ากัน
- แคมเปญ A แสดง 20,000 ครั้ง ได้ 600 คลิก CTR เท่ากับ 3%
- แคมเปญ B แสดง 5,000 ครั้ง ได้ 400 คลิก CTR เท่ากับ 8%
แคมเปญ A ได้คลิกมากกว่าก็จริง แต่แคมเปญ B ชวนคนกดได้ดีกว่าเกือบ 3 เท่า ถ้างบมีจำกัด B คือตัวที่ควรเติมเงินก่อน และควรดูว่า B พูดอะไรต่างจาก A แล้วเอาไปปรับใช้กับโฆษณาตัวอื่น
ค่า CTR ควรอยู่ที่เท่าไหร่ ในแต่ละช่องทาง
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้ทุกช่องทาง เพราะคนเห็นโฆษณาในอารมณ์ต่างกัน คนที่พิมพ์ค้นหาใน Google กำลังมองหาของอยู่แล้ว ส่วนคนที่เลื่อนฟีด Facebook กำลังดูโพสต์เพื่อน ค่าเฉลี่ยจึงห่างกันหลายเท่า
| ช่องทาง | CTR เฉลี่ย | เหตุผล |
| Google Search ทุกอุตสาหกรรม | 6.64% | คนกำลังค้นหาสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว |
| Google Search กลุ่มบริการธุรกิจ | 6.10% | คำค้นเฉพาะทาง คนค้นน้อยแต่ตั้งใจ |
| Facebook แคมเปญหา Lead | 2.70% | กรอกฟอร์มได้ในแอป ไม่ต้องออกไปไหน |
| Facebook แคมเปญพาคนเข้าเว็บ | 1.93% | ต้องออกจากแอปไปหน้าเว็บ คนกดน้อยกว่า |
ตัวเลขในตารางมาจากรายงานค่าเฉลี่ยของ LocaliQ ปี 2026 ซึ่งเก็บจากบัญชีโฆษณาฝั่งสหรัฐฯ ตัวเลขในไทยอาจต่างไปบ้าง ให้ใช้เป็นจุดตั้งต้นสำหรับเทียบ แล้วค่อยใช้ตัวเลขในบัญชีของคุณเองเป็นเกณฑ์หลัก
วิธีอ่านค่าของตัวเองแบบง่าย ๆ
- ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกินครึ่ง โฆษณาน่าจะไปโผล่ผิดคน หรือพาดหัวไม่ตอบสิ่งที่คนหา ควรแก้ก่อนเพิ่มงบ
- ใกล้ค่าเฉลี่ย อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลองทดสอบพาดหัวหรือรูปใหม่เพื่อดันขึ้นอีกนิด
- สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก ดีในด่านแรก แต่ต้องเช็กต่อว่าคนที่คลิกเป็นกลุ่มที่ซื้อได้หรือเปล่า
ส่วนโฆษณาแบบรูปภาพบนเว็บต่าง ๆ (Display) และโฆษณาวิดีโอ CTR ต่ำกว่า Search มากเป็นเรื่องปกติ เพราะคนไม่ได้กำลังหาอะไร โฆษณาไปโผล่ระหว่างที่เขาอ่านข่าวหรือดูคลิป อย่าเอาตัวเลขของสองแบบนี้มาเทียบกัน
CTR ดูตรงไหน ใน Google Ads และ Facebook Ads
ทั้งสองระบบมีคอลัมน์ CTR ให้อยู่แล้ว แค่ต้องรู้ว่าควรดูระดับไหน และใน Facebook ต้องเลือกให้ถูกตัว
ดู CTR ใน Google Ads
- เปิด Google Ads แล้วกดเมนูแคมเปญ
- คอลัมน์ CTR มีให้ดูทั้งระดับแคมเปญ กลุ่มโฆษณา และคีย์เวิร์ด
- ถ้าไม่เห็น ให้กดไอคอนคอลัมน์ แล้วเพิ่ม CTR จากหมวดประสิทธิภาพ
- ระดับคีย์เวิร์ดสำคัญที่สุด เพราะจะเห็นว่าคำไหนคนเห็นเยอะแต่แทบไม่มีใครกด
ดู CTR ใน Facebook Ads Manager
- CTR (all) นับทุกคลิก รวมกดดูรูป กดไลก์ กดชื่อเพจ
- CTR (link click-through rate) นับเฉพาะคนที่กดออกไปหน้าเว็บหรือเปิดฟอร์ม
- ตัวที่ควรใช้ตัดสินโฆษณาคือ CTR แบบลิงก์ เพราะใกล้การซื้อมากกว่า
หลายคนเห็น CTR (all) 4% แล้วดีใจ แต่พอเปิดดู CTR แบบลิงก์เหลือ 0.8% แปลว่าคนเล่นกับโพสต์เยอะ แต่กดไปต่อน้อย อาการนี้คล้ายเรื่อง Engagement ที่ยอดไลก์สูงไม่ได้แปลว่าขายได้
CTR ต่ำ เกิดจากอะไร เช็ก 4 จุดนี้ก่อน
CTR ต่ำส่วนใหญ่มาจาก 4 จุดนี้ เรียงจากที่เจอบ่อยที่สุดลงไป เช็กตามลำดับจะประหยัดเวลากว่าเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน
1. โฆษณาไปโผล่ผิดคน
บน Google มักเกิดจากคีย์เวิร์ดกว้างเกินไป เช่น ขายเครื่องกรองน้ำสำหรับโรงงาน แต่โฆษณาไปโผล่ตอนคนค้นคำว่า เครื่องกรองน้ำ เฉย ๆ คนที่ค้นส่วนใหญ่อยากได้เครื่องใช้ในบ้าน เห็นโฆษณาแล้วก็ไม่กด ทางแก้คือใส่คำที่ไม่ต้องการเป็น Negative Keyword ส่วนบน Facebook มักเกิดจากกลุ่มเป้าหมายกว้างเกิน หรือเลือกความสนใจที่ไม่เกี่ยวกับสินค้า
2. พาดหัว (Headline) ไม่ตอบสิ่งที่คนกำลังหา
คนค้นว่า ราคาติดตั้งแอร์โรงงาน แต่พาดหัวเขียนว่า บริษัทแอร์มาตรฐานสากล คนอยากรู้ราคา ไม่ได้อยากรู้ว่าคุณได้มาตรฐานอะไร พาดหัวที่ได้คลิกมักมีคำที่คนค้นอยู่ในนั้น และบอกสิ่งที่เขาอยากรู้เลย เช่น ราคาเริ่มต้น ระยะเวลา หรือพื้นที่ให้บริการ
3. ข้อเสนอเหมือนคู่แข่งทุกเจ้า
บนหน้าค้นหา คนเห็นโฆษณา 3-4 เจ้าเรียงกัน ถ้าทุกเจ้าเขียนว่าราคาถูก บริการดี คนจะกดเจ้าที่ให้เหตุผลชัดกว่า เช่น ส่งใบเสนอราคาภายใน 24 ชั่วโมง ไม่มีค่าสำรวจหน้างาน หรือมีรีวิวจากลูกค้าเป็นตัวเลข
4. รูปหรือคลิปไม่หยุดนิ้ว
บน Facebook และ TikTok คนตัดสินใจภายใน 1-2 วินาทีว่าจะดูต่อหรือเลื่อนผ่าน ภาพสต็อกสวย ๆ มักถูกเลื่อนผ่าน ภาพสินค้าตอนใช้งานจริง หรือคลิปคนพูดหน้ากล้อง มักได้ผลดีกว่า และถ้าโฆษณาตัวเดิมวนให้คนกลุ่มเดิมเห็นนานเกินไป CTR จะค่อย ๆ ลดลงเอง ถึงเวลานั้นต้องเปลี่ยนรูปหรือคลิปใหม่
CTR สูง แต่ไม่มีลูกค้าทักมา ผิดตรงไหน
ถ้า CTR สูงแต่ไม่มีคนกรอกฟอร์มหรือทักมามาสอบถามข้อมูล แปลว่าปัญหาอยู่หลังคลิก ไม่ใช่ที่ตัวโฆษณา สาเหตุที่เจอบ่อยมี 3 แบบ
- โฆษณาสัญญาอย่าง หน้าเว็บให้อีกอย่าง พาดหัวบอกราคาเริ่มต้น แต่หน้าเว็บไม่มีราคาให้ดู คนก็กดออก
- คนที่คลิกไม่ใช่คนซื้อ พาดหัวเร้าใจเกินไป เช่น แจกฟรี คนที่แค่อยากรู้จะกดเข้ามาเยอะ แต่ไม่มีใครซื้อ
- หน้าเว็บช้าหรือฟอร์มยาวเกินไป คนสนใจแล้ว แต่รอไม่ไหวหรือขี้เกียจกรอก
ธุรกิจ B2B เจอปัญหานี้บ่อยเป็นพิเศษ เพราะคนที่คลิกมีทั้งเจ้าของกิจการและคนที่แค่หาข้อมูล ดู 6 ปัญหาของ Landing Page B2B ที่ได้คลิกแต่ไม่ได้ Lead พร้อมวิธีแก้ประกอบได้
ตารางนี้ช่วยให้อ่าน CTR คู่กับจำนวน Lead แล้วรู้ว่าต้องแก้ที่ไหน
| สถานการณ์ | แปลว่า | ควรแก้ที่ |
| CTR ต่ำ Lead น้อย | โฆษณายังไม่โดนใจคนที่เห็น | คีย์เวิร์ด กลุ่มเป้าหมาย พาดหัว |
| CTR สูง Lead น้อย | คนสนใจ แต่หน้าเว็บยังไม่ตอบโจทย์ | Landing Page ฟอร์ม ข้อเสนอ |
| CTR ต่ำ Lead ดี | คนที่กดตรงกลุ่ม แต่โฆษณาเข้าถึงคนน้อย | เพิ่มคำค้น ขยายกลุ่ม ค่อย ๆ เพิ่มงบ |
| CTR สูง Lead ดี | ระบบทำงานดีแล้ว | เพิ่มงบทีละ 20-30% แล้วดูต้นทุนต่อ Lead |
เพราะ CTR คือด่านแรกเท่านั้น จึงไม่ควรดูตัวเดียว ให้ดูคู่กับต้นทุนต่อ Lead หรือ CPL เสมอ เพราะสุดท้ายสิ่งที่ธุรกิจต้องการคือคนที่ทักมาแล้วคุยต่อได้ ไม่ใช่แค่คลิก
วิธีเพิ่ม CTR โดยไม่ได้คลิกขยะมาเพิ่ม
เพิ่ม CTR ได้หลายวิธี แต่ต้องเพิ่มแบบที่คนคลิกยังเป็นกลุ่มที่ซื้อได้ วิธีที่ใช้ได้ผลและไม่ทำให้คุณภาพคนที่เข้ามาแย่ลงมี 5 ข้อ
- ใส่คำที่คนค้นไว้ในพาดหัว คนจะรู้สึกว่าโฆษณานี้ตอบสิ่งที่เขาพิมพ์มา
- ใส่ตัวเลขที่เจาะจง ราคาเริ่มต้น จำนวนวันที่ใช้ หรือจำนวนลูกค้าที่เคยทำให้
- ใช้ข้อมูลเสริมของโฆษณาใน Google เช่น เบอร์โทร ลิงก์ย่อย และข้อความเพิ่มเติม โฆษณาจะใหญ่ขึ้นและมีที่ให้กดมากขึ้น
- ทดสอบ 2-3 เวอร์ชันพร้อมกัน เปลี่ยนทีละอย่าง เช่น พาดหัวอย่างเดียว แล้วเก็บตัวที่ชนะไว้
- เปลี่ยนรูปหรือคลิปเมื่อ CTR ตกต่อเนื่อง โดยเฉพาะแคมเปญบน Facebook ที่ยิงให้คนกลุ่มเดิมนาน ๆ
จำไว้ว่า CTR คือตัววัดว่าคนที่ใช่สนใจโฆษณาแค่ไหน สิ่งที่ไม่ควรทำจึงเป็นการเพิ่ม CTR ด้วยพาดหัวล่อคลิก CTR ขึ้นก็จริง แต่คนที่เข้ามาไม่ได้อยากซื้อ งบก็รั่วไปกับคลิกที่ไม่มีวันกลายเป็นลูกค้า
อยากรู้ว่าโฆษณาของคุณมีคนเห็นแต่ไม่คลิกเพราะอะไร
ส่งบัญชีโฆษณามาให้เราดูได้ฟรี เราจะชี้ให้เห็นว่าคีย์เวิร์ดหรือโฆษณาตัวไหน CTR ต่ำกว่าที่ควร ต้นเหตุอยู่ที่คำค้น พาดหัว หรือหน้าเว็บ และควรแก้จุดไหนก่อนเพื่อไม่ให้งบรั่วต่อ เราช่วยวางระบบให้คนที่สนใจทักเข้ามา ส่วนการปิดการขายยังเป็นหน้าที่ของทีมขายคุณเหมือนเดิม
คำถามที่พบบ่อย
ขึ้นกับช่องทาง โฆษณาค้นหาบน Google มีค่าเฉลี่ยราว 6% ส่วนโฆษณาบน Facebook อยู่ราว 2-3% แต่ตัวเลขที่ควรใช้เป็นเกณฑ์จริงคือค่าในบัญชีของคุณเอง ให้ดูว่าโฆษณาตัวไหน CTR ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของบัญชีมาก ตัวนั้นคือตัวที่ควรแก้ก่อน
ความหมายเหมือนช่องทางอื่น คือจำนวนคลิกหารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง แต่บน TikTok คนดูคลิปแบบเลื่อนเร็ว CTR จึงมักต่ำกว่าโฆษณาค้นหา สิ่งที่มีผลมากที่สุดคือ 2-3 วินาทีแรกของคลิป ถ้าต้นคลิปไม่ทำให้คนหยุดดู คนก็ไม่เห็นปุ่มให้กด
CTR วัดว่าคนที่เห็นโฆษณากดเข้ามากี่เปอร์เซ็นต์ ส่วน Conversion Rate วัดว่าคนที่กดเข้ามาแล้ว ทำสิ่งที่เราต้องการกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น กรอกฟอร์ม โทร หรือซื้อ CTR บอกว่าโฆษณาดีไหม Conversion Rate บอกว่าหน้าเว็บกับข้อเสนอดีไหม ต้องดูคู่กันถึงจะเห็นภาพครบ
ใน Google Ads มีส่วน เพราะอัตราคลิกที่คาดว่าจะได้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Google ใช้ให้คะแนนคุณภาพโฆษณา คะแนนที่ดีช่วยให้ได้ตำแหน่งดีขึ้นโดยจ่ายต่อคลิกน้อยลง แต่ CTR ไม่ใช่ปัจจัยเดียว ความเกี่ยวข้องของโฆษณากับคำค้นและคุณภาพหน้าเว็บก็มีผลด้วย
อย่าตัดสินจากวันแรกหรือวันที่สอง เพราะตัวเลขยังแกว่ง ให้รอจนโฆษณาแสดงอย่างน้อยราว 1,000 ครั้ง หรือประมาณ 5-7 วัน แล้วค่อยเทียบ ถ้าโฆษณาแสดงน้อยมาก ตัวเลข CTR จะขึ้นลงแรงจากคลิกไม่กี่ครั้ง
แหล่งอ้างอิง
- Google Ads Help: คำจำกัดความ CTR
- LocaliQ: ค่าเฉลี่ยโฆษณาค้นหา
- LocaliQ: ค่าเฉลี่ย Facebook Ads
- Wikipedia: Click-through rate


