CPL คืออะไร? ต้นทุนต่อ Lead เท่าไหร่ถึงคุ้ม

Peerapat — MSK Media
Peerapat
ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing, Facebook Ads, Google Ads และ Lead Generation
Category :
Tag :
Cpl คืออะไร?

CPL คือ ต้นทุนต่อ Lead หรือ Cost per Lead คิดจากค่าโฆษณาทั้งหมดหารด้วยจำนวน Lead ที่ได้ เช่น ใช้งบ 30,000 บาท มีคนกรอกฟอร์มหรือทักมา 60 ราย CPL เท่ากับ 500 บาท ตัวเลขนี้บอกว่าคุณจ่ายเท่าไหร่ต่อคนที่สนใจ 1 คน

CPL เป็นตัวเลขที่ธุรกิจขายบริการ ขายของราคาสูง และธุรกิจ B2B ใช้วัดโฆษณามากที่สุด แต่ก็ถูกอ่านผิดบ่อยที่สุดเหมือนกัน CPL 300 บาทอาจขาดทุน ขณะที่ CPL 5,000 บาทอาจกำไรดี ขึ้นกับว่า Lead หนึ่งรายมีค่าเท่าไหร่สำหรับธุรกิจคุณ บทความนี้พาคิดตั้งแต่สูตร วิธีตั้งเพดานที่จ่ายไหว ไปจนถึงตัวเลขที่ต้องดูต่อหลังได้ Lead มาแล้ว ถ้ายังไม่แน่ใจว่าการหา Lead ทำงานยังไง เริ่มจากทำความเข้าใจ Lead Generation ก่อนได้

CPL ตัวแปรสำคัญในการทำ Lead Generation

CPL คืออะไร แล้วอะไรบ้างที่นับเป็น Lead

Lead คือคนที่ทิ้งช่องทางติดต่อไว้ และสนใจสิ่งที่คุณขาย CPL จึงเป็นราคาที่คุณจ่ายให้ได้คนแบบนี้มา 1 คน ส่วนจะนับอะไรเป็น Lead บ้าง ต้องตกลงกันให้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มยิงแอด

สิ่งที่ธุรกิจส่วนใหญ่นับเป็น Lead

  • กรอกฟอร์ม ทิ้งชื่อ เบอร์โทร หรืออีเมลไว้ให้ติดต่อกลับ
  • โทรเข้า กดโทรจากโฆษณาหรือจากหน้าเว็บ
  • ทัก LINE หรือ inbox ส่งข้อความมาสอบถาม แล้วให้ข้อมูลส่วนตัว
  • ขอใบเสนอราคาหรือดาวน์โหลดเอกสาร เช่น แจกคู่มือหรือไฟล์ตัวอย่างแลกกับช่องทางติดต่อ แบบที่เรียกว่า Lead Magnet

ถ้านิยามไม่ชัด ตัวเลขจะหลอกตา สมมติคุณนับทุกคนที่ทัก inbox มาถามว่า “ยังขายอยู่ไหม” เป็น Lead ด้วย CPL จะดูถูกมาก แต่ทีมขายจะบ่นว่าโทรไปแล้วคุยต่อไม่ได้

อีกเรื่องที่เจอบ่อยคือ Lead ที่ทักผ่าน LINE หรือโทรเข้า ระบบโฆษณามักนับไม่ได้ว่ามาจากแคมเปญไหน ตัวเลข Lead ในบัญชีจึงน้อยกว่าที่เกิดขึ้น CPL ที่เห็นก็สูงเกินจริง ทำให้บางแคมเปญที่ได้ผลถูกปิดทิ้งไปเพราะดูเหมือนแพง

สูตรคำนวณ CPL พร้อมตัวอย่าง

CPL = ค่าโฆษณาทั้งหมด ÷ จำนวน Lead ที่ได้

ตัวอย่างธุรกิจหนึ่งยิงโฆษณา 2 ช่องทางในเดือนเดียวกัน

  • Google Ads ใช้งบ 40,000 บาท ได้ Lead 32 ราย CPL เท่ากับ 1,250 บาท
  • Facebook Ads ใช้งบ 20,000 บาท ได้ Lead 50 ราย CPL เท่ากับ 400 บาท

ดูแค่ตัวเลขนี้ Facebook ถูกกว่าเกือบ 3 เท่า แต่ยังสรุปไม่ได้ว่า Facebook ดีกว่า เพราะยังไม่รู้ว่า Lead ฝั่งไหนคุยต่อและปิดการขายได้มากกว่า เรื่องนี้อยู่ในหัวข้อถัดไป

CPL เท่าไหร่ถึงคุ้ม คิดจากมูลค่าดีลของคุณเอง

ไม่มี CPL ที่ดีสำหรับทุกธุรกิจ ตัวเลขที่ถูกต้องต้องคิดย้อนจากมูลค่าดีลและอัตราปิดการขายของคุณเอง ทำได้ใน 3 ขั้น

1. หามูลค่าต่อ Lead เอามูลค่าดีลเฉลี่ย คูณอัตราปิดการขาย เช่น ดีลละ 60,000 บาท ปิดได้ 20 จาก 100 Lead มูลค่าต่อ Lead เท่ากับ 12,000 บาท

2. ตั้งเพดาน CPL หลักที่เราใช้กับลูกค้าคือยอมจ่ายค่าโฆษณาต่อ Lead ราว 10-20% ของมูลค่าต่อ Lead จากตัวอย่างนี้คือ 1,200-2,400 บาท

3. เทียบกับ CPL ที่ทำได้ตอนนี้ ต่ำกว่าเพดานคือคุ้ม เกินเพดานบ่อย ๆ ให้กลับไปเช็กคีย์เวิร์ด กลุ่มเป้าหมาย และหน้าเว็บก่อนเติมงบ

ตารางนี้ใช้สูตรเดียวกันกับธุรกิจ 3 แบบ จะเห็นว่าเพดานที่จ่ายไหวต่างกันเป็นสิบเท่า

ธุรกิจตัวอย่างมูลค่าดีลเฉลี่ยปิดได้มูลค่าต่อ Leadเพดาน CPL ที่จ่ายไหว
คลินิกความงาม8,000 บาท30%2,400 บาท240-480 บาท
ติดตั้งหลังคาและงานบ้าน60,000 บาท20%12,000 บาท1,200-2,400 บาท
ขายเครื่องจักรให้โรงงาน500,000 บาท10%50,000 บาท5,000-10,000 บาท

ตัวเลขในตารางเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นวิธีคิด ให้แทนด้วยตัวเลขของธุรกิจคุณเอง ถ้าเป็นธุรกิจ B2B ที่ดีลใหญ่และตัดสินใจนาน ดูวิธีตั้งงบ Google Ads B2B จากมูลค่า Lead แบบละเอียดได้

ถ้าอยากรู้ภาพกว้าง รายงานค่าเฉลี่ยของ LocaliQ ปี 2026 ซึ่งเก็บจากบัญชีโฆษณาฝั่งสหรัฐฯ ระบุว่า CPL เฉลี่ยของ Google Ads อยู่ราว 66.69 ดอลลาร์ ส่วน Facebook Ads อยู่ราว 27.39 ดอลลาร์ ห่างกันราว 2.4 เท่า ตัวเลขนี้ใช้ดูทิศทางได้ แต่อย่าเอามาเป็นเพดานของธุรกิจในไทย เพราะค่าคลิกและมูลค่าดีลต่างกันมาก

CPL จาก Google กับ Facebook ทำไมไม่เท่ากัน

ถ้าเทียบตามนิยามว่า CPL คือค่าโฆษณาต่อคนที่สนใจ 1 คน ฝั่ง Facebook มักถูกกว่า Google เพราะคนสองฝั่งอยู่คนละช่วงของการตัดสินใจ ฝั่ง Google คือคนที่กำลังค้นหาสิ่งที่ต้องการ ฝั่ง Facebook คือคนที่เลื่อนฟีดแล้วเจอโฆษณาโดยไม่ได้ตั้งใจหา

  • Google Ads CPL มักสูงกว่า แต่ Lead ส่วนใหญ่รู้แล้วว่าต้องการอะไร หลายรายพร้อมคุยราคา เหมาะกับบริการที่คนค้นหาเมื่อมีปัญหา เช่น ซ่อม ติดตั้ง หรือหาผู้รับเหมา
  • Facebook Ads CPL มักต่ำกว่า แต่ Lead จำนวนมากยังอยู่ในขั้นสนใจ ต้องตามต่อและคัดกรองมากกว่า เหมาะกับสินค้าที่ต้องสร้างความอยากก่อน หรือคนยังไม่รู้ว่ามีสินค้าแบบนี้

ไม่มีฝั่งไหนดีกว่าเสมอ ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้ทั้งสองช่องทางคู่กัน แล้วตัดสินจากต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดได้ ไม่ใช่ CPL อย่างเดียว ถ้าอยากรู้ว่างบเริ่มต้นฝั่ง Facebook ควรอยู่ที่เท่าไหร่ ดูตัวเลขค่ายิง Ads Facebook ประกอบได้

CPL ถูก แต่ขายไม่ได้ ต้องดูอะไรต่อ

CPL คือราคาของคนที่สนใจ ไม่ใช่ราคาของลูกค้า มันบอกแค่ว่าได้คนที่สนใจมาในราคาเท่าไหร่ แต่ไม่ได้บอกว่าคนเหล่านั้นซื้อหรือเปล่า ตัวที่ต้องดูต่อคือต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดได้

ต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดได้ = ค่าโฆษณาทั้งหมด ÷ จำนวนดีลที่ปิดได้

ลองเทียบ 2 แคมเปญ

  • แคมเปญ A CPL 300 บาท ได้ 100 Lead ใช้งบ 30,000 บาท ปิดได้ 2 ดีล ต้นทุนต่อลูกค้า 15,000 บาท
  • แคมเปญ B CPL 900 บาท ได้ 40 Lead ใช้งบ 36,000 บาท ปิดได้ 6 ดีล ต้นทุนต่อลูกค้า 6,000 บาท

แคมเปญ B มี CPL แพงกว่า 3 เท่า แต่ได้ลูกค้าถูกกว่าครึ่ง ถ้าดู CPL อย่างเดียว คุณจะปิดแคมเปญที่ทำเงินทิ้ง แล้วเติมเงินให้แคมเปญที่ได้แต่ Lead ที่คุยไม่ต่อ

ระหว่างทางจาก Lead ไปถึงดีล มี 3 ตัวเลขที่ควรให้ทีมขายจดไว้ทุกเดือน

  • Lead ที่ติดต่อกลับได้กี่เปอร์เซ็นต์
  • Lead ที่ตรงกลุ่ม มีงบ และพร้อมคุยกี่เปอร์เซ็นต์
  • ปิดการขายได้กี่ดีล และดีลละเท่าไหร่

ธุรกิจที่ขายของราคาสูงยิ่งต้องดูตัวเลขหลัง Lead เข้ามา อย่าง ERA Real Estate ที่ขายอสังหาฯ ซึ่งคนคิดนานและเทียบหลายโครงการก่อนตัดสินใจ เป้าหมายจึงไม่ใช่ Lead ที่ถูกที่สุด แต่เป็น Lead ที่ทีมตามต่อได้ ผลคือได้ 100+ Lead ต่อเดือน และมีรายที่ตามจนปิดการขายได้ อ่านเคส ERA Real Estate ว่าได้ Lead แบบไหนเข้ามา

ส่วนธุรกิจที่ขายออนไลน์และปิดการขายบนเว็บได้เลย ใช้ ROAS หรือยอดขายต่อค่าโฆษณาวัดแทน CPL จะตรงกว่า

5 วิธีลด CPL โดยไม่ลดคุณภาพ Lead

CPL ลดได้จากทั้งฝั่งโฆษณาและฝั่งหน้าเว็บ วิธีที่ช่วยให้จ่ายน้อยลงโดยที่ Lead ยังคุยต่อได้มี 5 ข้อ

  • ทำให้คนคลิกมากขึ้น โฆษณาที่มี CTR สูงขึ้น ได้คนเข้าเว็บมากขึ้นในงบเท่าเดิม
  • ตัดคำค้นหรือกลุ่มที่ได้ Lead ไม่ตรง ดูว่าคำไหนหรือกลุ่มไหนได้ Lead แต่ไม่เคยปิดได้ แล้วหยุดจ่ายให้กลุ่มนั้น
  • ให้หน้าเว็บตอบคำถามก่อนคนจะทัก ใส่ราคาเริ่มต้น พื้นที่ให้บริการ และระยะเวลา คนที่ไม่ตรงจะคัดตัวเองออกไป
  • ใส่คำถามคัดกรอง 1-2 ข้อในฟอร์ม เช่น งบประมาณหรือจังหวัด ฟอร์มยังสั้น แต่ทีมขายรู้ก่อนโทรว่าใครควรโทรก่อน
  • วัด LINE และการโทรให้ครบ รู้ว่า Lead แต่ละรายมาจากแคมเปญไหน จะได้ไม่ปิดแคมเปญที่ดูแพงในบัญชี แต่เป็นตัวที่ได้ลูกค้ามากที่สุด

วิธีลด CPL ที่ไม่ควรทำคือเปิดกลุ่มเป้าหมายกว้างเกินไป หรือแจกของฟรีเพื่อเก็บรายชื่อ CPL ลดลงเร็วก็จริง แต่ทีมขายจะเสียเวลาโทรตามคนที่ไม่เคยคิดจะซื้อ

ให้เราช่วยคิดว่า Lead ของคุณควรแพงได้แค่ไหน

คุยกับเราฟรี 45 นาที เราช่วยคำนวณมูลค่าต่อ Lead จากตัวเลขดีลของคุณ ตั้งเพดาน CPL ที่จ่ายไหว และดูว่าช่องทางไหนให้ Lead ที่ปิดการขายได้ ถ้าอยากให้วางระบบหา Lead ตั้งแต่โฆษณา Landing Page ไปจนถึงการวัดผลว่า Lead มาจากไหน ดูรายละเอียดบริการ Lead Generationได้ เราหา Lead คุณภาพให้ ส่วนทีมขายของคุณเป็นคนปิดการขาย

คำถามที่พบบ่อย

CPL กับ CPA ต่างกันยังไง?

CPL คือต้นทุนต่อ Lead หรือต่อคนที่ทิ้งช่องทางติดต่อไว้ ส่วน CPA คือต้นทุนต่อการกระทำที่คุณตั้งเป็นเป้าหมาย ซึ่งอาจเป็นการซื้อ การสมัคร หรือการจอง ถ้าธุรกิจของคุณตั้งเป้าเป็นการได้ Lead ตัวเลขสองตัวนี้จะเท่ากัน แต่ถ้าเป้าคือการซื้อ CPA จะสูงกว่า CPL เสมอ เพราะไม่ใช่ทุก Lead ที่ซื้อ

CPL ของ Facebook ถูกกว่า Google เสมอไหม?

ส่วนใหญ่ใช่ แต่ไม่ทุกธุรกิจ บริการที่คนค้นหาตอนมีปัญหา เช่น ซ่อมเครื่องจักรหรือกำจัดปลวก บางครั้ง Google ได้ CPL ต่ำกว่า เพราะคนที่ค้นพร้อมติดต่อเลย ที่สำคัญกว่าการดูว่าฝั่งไหนถูก คือดูว่าฝั่งไหนได้ลูกค้าที่ปิดได้ในต้นทุนต่ำกว่า

ต้องได้ Lead กี่รายถึงจะเชื่อตัวเลข CPL ได้?

อย่างน้อยราว 20-30 Lead ต่อแคมเปญ ถ้าน้อยกว่านี้ Lead เพิ่มหรือหายไปแค่ 2-3 ราย ก็ทำให้ CPL ขยับแรงจนตัดสินใจผิด ถ้างบน้อยจนได้ Lead ไม่ถึง ให้ดูตัวเลขรวมหลายเดือน หรือรวมแคมเปญที่เป้าหมายเดียวกันมาดูพร้อมกัน

CPL แพงขึ้นเรื่อย ๆ เกิดจากอะไร?

สาเหตุที่เจอบ่อยคือโฆษณาตัวเดิมวนให้คนกลุ่มเดิมเห็นนานจนเบื่อ คู่แข่งเข้ามายิงคำเดียวกันมากขึ้น หรือเป็นช่วงฤดูที่ค่าโฆษณาแพงทั้งตลาด ให้เช็กตามลำดับ ถ้าความถี่ที่คนเห็นโฆษณาสูงขึ้นและคนคลิกน้อยลง ให้เปลี่ยนรูปหรือข้อความก่อน ถ้าค่าคลิกพุ่งขึ้นทั้งที่โฆษณาเดิม แปลว่าการแข่งขันเพิ่ม

แหล่งอ้างอิง

สารบัญ