วัน: 4 สิงหาคม 2026

  • Conversion API Facebook คืออะไร ทำไม Pixel อย่างเดียวไม่พอ

    Conversion API Facebook คืออะไร ทำไม Pixel อย่างเดียวไม่พอ

    ถ้าคุณยิงแอด Facebook หรือ Instagram แล้วจริงจังกับยอดขาย คุณต้องติด Pixel ให้ถูก บอกตรง ๆ ว่าถ้าไม่ติดหรือติดไม่ถูก คุณจะไม่รู้เลยว่าเงินค่าโฆษณาที่จ่ายไปถูกใช้ยังไง ใครคือลูกค้าตัวจริง ใครแค่เข้ามาดูแล้วกดออก เท่ากับเสียเงินฟรีไปเยอะมาก แต่ปัญหาคือทุกวันนี้ Pixel ตัวเดียวเก็บข้อมูลได้น้อยลงเรื่อย ๆ ทางแก้ที่ Facebook แนะนำเองคือ Conversion API บทความนี้อธิบายว่ามันคืออะไร ทำไม Pixel อย่างเดียวไม่พอ แล้วพาติดตั้งทั้ง Pixel และ Conversion API บนเว็บ WordPress แบบทำตามได้จริง

    Facebook Pixel

    Pixel คืออะไร ทำไมต้องติด

    Pixel คือโค้ดที่ Facebook ให้คุณเอาไปติดบนเว็บไซต์ เพื่อบันทึกเหตุการณ์สำคัญ เช่น มีคนกรอกฟอร์ม กดโทร หรือซื้อสินค้าผ่านเว็บ เว็บของคุณจะไม่ส่งข้อมูลพวกนี้ให้ Facebook เอง จนกว่าคุณจะติด Pixel ลงไปก่อน

    เหตุผลที่ต้องติดมี 2 ข้อหลัก

    • วัดผลได้ ถ้าโฆษณาออกมาดี คุณจะรู้เลยว่าดีตรงไหน จะได้อัดงบเข้าไปให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ถ้าออกมาไม่ดี ก็รู้ว่าจุดไหนต้องแก้
    • ระบบเรียนรู้ว่าใครคือลูกค้าตัวจริง นี่คือข้อที่สำคัญที่สุด เมื่อ Pixel รู้ว่าคนที่จ่ายเงินให้คุณจริง ๆ หน้าตาเป็นแบบไหน เวลายิงแอดครั้งต่อไป ระบบจะวิ่งไปหาคนคล้าย ๆ กลุ่มนั้น แล้วก็แม่นขึ้นเรื่อย ๆ

    ทำไม Pixel อย่างเดียวถึงไม่พอ

    Pixel ทำงานผ่านเบราว์เซอร์ของคนเข้าเว็บ จุดอ่อนคือมันอยู่ฝั่งเดียวกับสิ่งที่ถูกบล็อกมากขึ้นทุกปี ตัวการหลักมี 3 ตัว

    • iOS 14 ขึ้นไป ตั้งแต่ iOS 14.5 Apple ให้แอปถามผู้ใช้ก่อนว่ายอมให้ติดตามไหม คนจำนวนมากกดไม่ยอม Facebook เลยมองไม่เห็นว่าใครคลิกแอดแล้วไปซื้อบนเว็บคุณ
    • Cookie ถูกบล็อก Safari กับ Firefox จำกัดอายุ Cookie และบล็อก Cookie ติดตามเป็นค่าเริ่มต้น คนที่คลิกแอดวันนี้แล้วมาซื้อสัปดาห์หน้า มักถูกนับเป็นคนละคนกับที่มาจากแอด
    • Ad Blocker คนที่ลงตัวบล็อกโฆษณาไว้ สคริปต์ Pixel ถูกปิดตั้งแต่ต้นทาง คนกลุ่มนี้เลยหายจากรายงานทั้งที่ซื้อจริง

    จากบัญชีที่เราเข้าไปตรวจ ข้อมูล Conversion มักหายราว 20-30% ยอดขายจริงเท่าเดิม แต่ตัวเลขใน Ads Manager Facebook ต่ำกว่าจริง พอระบบเรียนรู้จากภาพที่ไม่ครบ การยิงแอดก็แม่นน้อยลง

    Conversion API คืออะไร ต่างจาก Pixel ยังไง

    Conversion API (CAPI) คือการส่งข้อมูล Conversion จากเซิร์ฟเวอร์ของเว็บคุณตรงไปหา Facebook โดยไม่ต้องพึ่ง Cookie ในเบราว์เซอร์ พูดง่าย ๆ คือเซิร์ฟเวอร์ของเว็บคุยกับเซิร์ฟเวอร์ของ Facebook กันเอง ไม่ผ่านเบราว์เซอร์ของลูกค้า ข้อมูลเลยเดินทางถึงครบกว่า ไม่ถูก iOS หรือ Ad Blocker ขวางกลางทาง

    จุดแข็งของ Pixel คือเก็บพฤติกรรมบนหน้าเว็บได้ละเอียด จุดแข็งของ CAPI คือข้อมูลถึงแน่นอนกว่า Facebook แนะนำให้ใช้สองตัวคู่กัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

    ส่วนที่หลายคนกังวลว่าส่งสองทางแล้วยอดจะนับซ้ำ Facebook มีระบบตัดยอดซ้ำชื่อ Event Deduplication เหตุการณ์เดียวกันถูกส่งพร้อมรหัสกำกับ (Event ID) เดียวกันทั้งสองทาง ปลายทางเห็นรหัสซ้ำก็นับครั้งเดียว ขอแค่ตั้งรหัสให้ตรงกันตอนติดตั้ง

    ก่อนติดตั้ง ต้องมี Landing Page และรู้จัก 2 เหตุการณ์นี้ก่อน

    การยิงแอดแบบเน้นยอดขาย ต้องมีหน้าเว็บที่ออกแบบมาเพื่อโฆษณาโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่า Landing Page คือเว็บหน้าเดียวที่มีเป้าเดียว ถ้ายังไม่มี อ่านLanding Page คืออะไรก่อน เพราะต่อให้ติด Pixel ครบ แต่หน้าไม่พร้อม เงินก็ยังรั่วอยู่ดี

    บนหน้านี้จะมีเหตุการณ์ที่เราอยากวัดอยู่ 2 แบบ

    • Contact คือคนกดปุ่มติดต่อ เช่น กดปุ่ม LINE ไปทักแชท หรือกดปุ่มโทรเข้ามา
    • Lead คือคนกรอกฟอร์ม ทั้งชื่อ อีเมล เบอร์โทร แล้วกดส่ง เพื่อให้ทีมขายโทรกลับไปเสนอสินค้า ธุรกิจที่ขายของราคาสูง เช่น รถยนต์ อสังหา หรืองานที่ต้องเก็บรายชื่อก่อน จะคุ้นกับแบบนี้ดี

    จับสองอย่างนี้ให้ได้ คุณถึงจะรู้ว่าโฆษณาตัวไหนพาคนมาติดต่อจริง

    วิธีติดตั้ง Pixel และ Conversion API บน WordPress

    ขั้นตอนด้านล่างทำตามได้เอง ไม่ต้องเขียนโค้ด ใช้ปลั๊กอินช่วยทั้งหมด

    1. สร้าง Pixel ใน Events Manager

    เข้าบัญชีโฆษณาของตัวเอง เลือกเมนู Events Manager หรือภาษาไทยคือตัวจัดการเหตุการณ์ กดที่ Connect Data เลือกเว็บไซต์ กด Next แล้วตั้งชื่อ Pixel ตามต้องการ จากนั้นกดสร้าง

    2. เก็บ Pixel ID และสร้าง Access Token

    พอสร้างเสร็จ เข้าไปที่ Setting คุณจะเห็น Pixel ID ของตัวเอง เลื่อนลงมาด้านล่างจนเจอคำว่า Generate Access Token แล้วกดสร้าง Token เพราะเราจะติดแบบ Conversion API ด้วย ข้อมูลถึงจะส่งได้ดีกว่า เก็บทั้ง Pixel ID และ Token ไว้ เดี๋ยวเอาไปวางในเว็บ

    3. ติดตั้งผ่านปลั๊กอินบน WordPress

    เข้าหน้าเว็บ WordPress ของคุณ ไปที่เมนู Plugins แล้ว Add Plugin ค้นหาปลั๊กอินสำหรับติด Pixel (เช่น PixelYourSite) กด Install แล้ว Activate เมื่อเปิดใช้แล้ว เข้าไปที่ตั้งค่าปลั๊กอิน วาง Pixel ID ลงไป ติ๊กเปิด Enable Conversion API แล้ววาง Access Token ที่สร้างไว้ อย่าลืมกด Save เด็ดขาด

    4. เช็คว่า Pixel ติดจริง

    ติดตั้ง Extension ของ Chrome ชื่อ Meta Pixel Helper แล้วเปิดหน้าเว็บของคุณ กดที่ Extension มันจะโชว์ Pixel ID ที่จับได้ ลองดูเลข 4 ตัวท้ายว่าตรงกับ Pixel ที่คุณสร้างไหม ถ้าตรงแปลว่าติดถูกแล้ว แต่ตอนนี้ยังจับได้แค่คนเข้าเว็บ ยังไม่ได้จับเหตุการณ์ Contact กับ Lead

    5. ติดเหตุการณ์ Contact และ Lead ด้วย Event Setup Tool

    กลับมาที่ Setting ใน Events Manager เลื่อนลงจนเจอ Open Event Setup Tool เป็นเครื่องมือติด Event ผ่านหน้า Facebook เลย ไม่ต้องใช้โค้ด ใส่เว็บไซต์ของคุณลงไป แล้วทำตามนี้

    • ปุ่ม LINE และปุ่มโทร กดที่ปุ่มบนหน้า แล้วเลือกให้เป็น Event ชนิด Contact ทั้งคู่
    • หน้าขอบคุณหลังกรอกฟอร์ม คนที่เห็นหน้านี้คือคนที่กรอกฟอร์มเสร็จแล้ว ให้ติดแบบ Tag URL ของหน้าขอบคุณ แล้วเลือกเป็น Event ชนิด Lead

    6. ทดสอบด้วย Test Events

    ในหน้า Test Events ใส่เว็บไซต์ของคุณ แล้วลองกดปุ่ม LINE กดปุ่มโทร และกรอกฟอร์มส่งจริง กลับมาดูว่าเหตุการณ์เด้งเข้ามาครบไหม ทั้ง PageView, Contact และ Lead ถ้าครบแปลว่าทุกอย่างส่งเข้า Events Manager เรียบร้อย เหตุการณ์สำคัญบนเว็บของคุณถูกบันทึกหมดแล้ว

    Pixel อย่างเดียวเทียบกับ Pixel คู่ CAPI

    หัวข้อเปรียบเทียบPixel อย่างเดียวPixel คู่ CAPI
    ความแม่นของข้อมูลหายราว 20-30% ในบัญชีที่เราตรวจครบกว่า เพราะเก็บจากสองทาง
    ทนต่อ iOS และ Ad Blockerไม่ทน ถูกบล็อกฝั่งเบราว์เซอร์ทน เพราะส่งจากเซิร์ฟเวอร์
    ความยากในการติดตั้งง่าย วางโค้ดครั้งเดียวเพิ่มขั้นตอน แต่มีปลั๊กอินช่วย
    ค่าใช้จ่ายฟรีฟรีถ้าใช้ปลั๊กอิน

    ถ้าเพิ่งเริ่มและยังไม่ได้วางระบบวัดผลเลย ติด Pixel ให้ถูกก่อนตามสอนยิงแอด Facebook ฉบับจับมือทำ แล้วค่อยเสริม CAPI เป็นชั้นที่สอง

    ให้เราเช็คระบบวัดผลของคุณฟรี

    ถ้าไม่แน่ใจว่าข้อมูลในบัญชีของคุณหายไปเท่าไหร่ เรารับเช็คระบบวัดผลให้ฟรี ดูให้ว่า Pixel เก็บครบไหม และควรติด CAPI แบบไหนถึงเหมาะกับเว็บและงบของคุณ เมื่อข้อมูลกลับมาครบ การยิงแอดก็กลับมาแม่น เราหา Lead คุณภาพให้ ส่วนการปิดการขายยังเป็นทีมขายของคุณ ถ้ากำลังเลือกคนดูแลบัญชีอยู่ ดูเกณฑ์เลือกเอเจนซี่ Facebook Adsประกอบการตัดสินใจ

    คำถามที่พบบ่อย

    Conversion API ฟรีไหม

    ตัว CAPI เปิดให้ใช้ฟรี ไม่มีค่าบริการจาก Facebook ถ้าติดผ่านปลั๊กอินบน WordPress ก็ฟรีทั้งระบบ ค่าใช้จ่ายจะเกิดเฉพาะกรณีทำผ่าน Server-side ที่ต้องเช่าเซิร์ฟเวอร์รายเดือน หรือจ้างนักพัฒนาติดตั้งในระบบซับซ้อน

    CAPI กับ Pixel ต่างกันยังไง

    ต่างกันที่จุดส่งข้อมูล Pixel ส่งจากเบราว์เซอร์ของลูกค้าซึ่งถูกบล็อกง่าย ส่วน CAPI ส่งจากเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไปหาเซิร์ฟเวอร์ Facebook เลยไม่ถูก iOS หรือ Ad Blocker ขวาง แนวทางที่ Facebook แนะนำคือใช้คู่กัน แล้วให้ระบบตัดยอดซ้ำเอง

    iOS 14 ทำให้ Pixel เพี้ยนจริงไหม

    จริง ตั้งแต่ iOS 14.5 Apple ให้แอปถามผู้ใช้ก่อนติดตาม คนจำนวนมากเลือกไม่ยอม Pixel เลยมองไม่เห็นพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ ยอดในรายงานเลยต่ำกว่ายอดจริง ยิ่งลูกค้าของคุณใช้ iPhone เยอะ ตัวเลขยิ่งคลาด

    ติด CAPI แล้วต้องถอด Pixel ออกไหม

    ไม่ต้องถอด เพราะ Pixel ยังเก็บพฤติกรรมบนหน้าเว็บได้ละเอียดกว่าในหลายจุด Facebook ออกแบบให้สองตัวทำงานเสริมกัน ข้อมูลถูกรวมและตัดยอดซ้ำให้เอง ขอแค่ตั้ง Event ID ให้ตรงกัน

    เว็บที่ไม่ใช่ WordPress ติด CAPI ได้ไหม

    ได้ Facebook มี Partner Integration กับแพลตฟอร์มรายใหญ่อย่าง Shopify และระบบร้านค้าออนไลน์อื่น ส่วนเว็บที่เขียนขึ้นเองต่อผ่าน Server-side หรือให้นักพัฒนาเชื่อม API ตามคู่มือได้เหมือนกัน ต่างกันแค่ความยากของการติดตั้ง

    แหล่งอ้างอิง

  • เลือกที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ยังไงให้คุ้มเงิน

    เลือกที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ยังไงให้คุ้มเงิน

    เคยไหม จ่ายค่าที่ปรึกษาเดือนละหลายหมื่น ผ่านไป 3 เดือน ได้มาแค่สไลด์ชุดเดียว แล้วทุกอย่างก็เหมือนเดิม ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ใช่ว่าที่ปรึกษาไม่มีประโยชน์ แต่คือเลือกไม่ตรงกับที่ธุรกิจต้องการ บทความนี้มีตารางเทียบ 3 รูปแบบบริการ เช็คลิสต์ 8 ข้อก่อนเซ็นสัญญา และสัญญาณเตือนที่เจอแล้วควรถอย เพื่อให้คุณไม่เสียเงินฟรี

    ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์คืออะไร ต่างจากเอเจนซี่ยังไง

    ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ คือคนที่มาช่วยวางแผน บอกว่าต้องแก้ตรงไหน แล้วสอนทีมคุณให้ทำเองเป็น ค่าจ้างในไทยส่วนใหญ่อยู่ราว 10,000 ถึง 50,000 บาทต่อเดือน ส่วนเอเจนซี่คือคนที่ลงมือทำแทนคุณ ตั้งแต่ยิงโฆษณาจนถึงรายงานผล

    พูดง่าย ๆ ที่ปรึกษาขายความคิด เอเจนซี่ขายการลงมือทำ ถ้าคุณมีทีมการตลาดอยู่แล้ว จ้างที่ปรึกษามักคุ้ม แต่ถ้าไม่มีคนทำเลย เอเจนซี่จะเหมาะกว่า เพราะแผนดีแค่ไหน ถ้าไม่มีคนลงมือ ตัวเลขก็ไม่เกิด ดูราคาจ้างยิงแอดและค่าบริการเอเจนซี่ประกอบได้

    เทียบ 3 รูปแบบ ก่อนตัดสินใจจ้าง

    เงินก้อนเดียวกัน จ้างแต่ละแบบได้ของไม่เหมือนกัน

    รูปแบบค่าใช้จ่ายต่อเดือนได้อะไรเหมาะกับใครวิธีวัดผล
    ที่ปรึกษาอิสระ15,000-50,000 บาทแผน คำแนะนำ สอนทีมธุรกิจที่มีทีมลงมือทำอยู่แล้วคุณภาพแผน และตัวเลขที่ทีมทำได้
    เอเจนซี่ที่ให้คำปรึกษาด้วย10,000-30,000 บาท บวกค่าดูแลโฆษณาทั้งแผน คนทำ และรายงานผลธุรกิจที่ยังไม่มีทีมการตลาดLead ยอดขาย ROAS รายเดือน
    จ้างพนักงานประจำ25,000-60,000 บาท บวกสวัสดิการคนทำงานเต็มเวลา 1 คนธุรกิจที่มีงานการตลาดทุกวันKPI รายคน ประเมินรายไตรมาส

    ถ้าเป้าหมายหลักคือโฆษณา Google อ่านเกณฑ์เลือกเอเจนซี่ Google Ads ในกรุงเทพต่อได้

    เช็คลิสต์แปดข้อก่อนจ้างที่ปรึกษาทางการตลาด

    เช็คลิสต์ 8 ข้อก่อนจ้างที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์

    ถาม 8 ข้อนี้ตั้งแต่นัดแรก ช่วยกรองคนที่ไม่ใช่ออกได้เร็ว

    1. มีเคสธุรกิจใกล้เคียงคุณไหม

    ธุรกิจ B2B กับร้านค้าออนไลน์ทำคนละแบบ ขอดูเคสที่ใกล้ธุรกิจคุณสัก 1-2 ราย ถ้าคุณทำ B2B ลองเทียบสิ่งที่เขาเสนอกับกลยุทธ์หา Lead สำหรับธุรกิจ B2Bว่าไปทางเดียวกันไหม

    2. วัดผลเป็นตัวเลขอะไร

    คำตอบต้องเป็นตัวเลขธุรกิจ เช่น จำนวน Lead ต้นทุนต่อ Lead หรือยอดขาย ไม่ใช่แค่ยอดไลก์กับยอดเข้าถึง คนที่อธิบายวิธีคุมงบแคมเปญ Performance Maxได้ คือคนที่ลงลึกจริง

    3. ใครเป็นเจ้าของบัญชีโฆษณาและข้อมูล

    บัญชีโฆษณา เว็บไซต์ และข้อมูลลูกค้า ต้องเป็นชื่อธุรกิจคุณเสมอ ถ้าเลิกจ้างแล้วทุกอย่างหายไปกับผู้ให้บริการ เท่ากับคุณต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

    4. แผนเห็นผลในกี่เดือน

    ขอ Timeline ชัด ๆ ว่าเดือนแรกทำอะไร เดือนที่ 3 ตัวเลขไหนควรขยับ งานโฆษณาส่วนใหญ่เห็นแนวโน้มใน 1-3 เดือน ถ้าเป็น B2B รอบตัดสินใจยาวกว่านั้น ดูกรอบตั้งงบ Google Ads สำหรับธุรกิจ B2Bเทียบได้

    5. คิดค่าบริการแบบไหน

    ถามให้ชัดว่าคิดรายเดือน รายชั่วโมง หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบโฆษณา และมีค่าใช้จ่ายแฝงไหม เช่น ค่าทำ Landing Page ค่าเครื่องมือ รู้ราคาตั้งแต่แรก งบจะไม่บานปลาย

    6. ได้คุยกับคนทำงานจริงไหม

    หลายที่ส่งคนมาปิดสัญญา แล้วโยนงานให้อีกคนดูแลต่อ ถามชื่อคนที่จะดูแลบัญชีคุณ และช่องทางที่คุยกับเขาได้ แนวเดียวกับตอนเลือกเอเจนซี่ Facebook Ads

    7. มีรายงานสม่ำเสมอไหม

    รายงานควรมาอย่างน้อยเดือนละครั้ง และอ่านรู้เรื่อง บอกว่าเงินไปอยู่ตรงไหน ได้อะไรกลับมา เดือนหน้าจะปรับอะไร ไม่ใช่ไฟล์ตัวเลขดิบให้คุณแปลเอง

    8. เลิกสัญญาได้ง่ายแค่ไหน

    อ่านสัญญาก่อนเซ็นทุกครั้ง สัญญาที่เป็นธรรมมักแจ้งล่วงหน้า 30 วันแล้วเลิกได้ พร้อมคืนบัญชีและข้อมูลให้ครบ ถ้าผูกยาวเป็นปีแบบไม่มีทางออก คิดหนัก ๆ

    สัญญาณเตือนที่เจอแล้วควรถอย

    เจอข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ชะลอไว้ก่อน

    • รับปากผลลัพธ์เกินจริง ทั้งที่ยังไม่เห็นข้อมูลธุรกิจคุณ
    • ไม่ยอมโชว์เคสหรือผลงานเก่า อ้างว่าเป็นความลับ
    • ล็อกสัญญายาวเป็นปี ไม่มีทางเลิก หรือค่าปรับสูงผิดปกติ
    • ไม่ให้คุณเข้าดูบัญชีโฆษณาของตัวเอง เห็นแต่รายงานสรุป
    • ตอบทุกอย่างด้วยศัพท์เทคนิค แต่เลี่ยงคำถามเรื่องยอดขาย

    ตัวอย่างธุรกิจที่ได้ทั้งคำปรึกษาและคนลงมือทำ

    นี่คือผลจากลูกค้าที่เราให้คำปรึกษาพร้อมลงมือทำให้

    ทั้ง 3 ราย เริ่มจากนั่งคุยวางแผน แล้วมีคนลงมือทำต่อจนจบ ไม่ได้จบแค่สไลด์

    ปรึกษาฟรี 45 นาที ก่อนตัดสินใจจ้างใคร

    MSK Media เปิดมา 5 ปี ดูแลธุรกิจมากกว่า 100 ราย แบบให้คำปรึกษาพร้อมลงมือทำ วัดผลเป็น Lead กับยอดขาย คนที่นั่งคุยกับคุณในนัดแรก คือคนที่ทำโฆษณาเอง และเป็นคนดูแลบัญชีคุณหลังเริ่มงาน คุณเล่าเป้าหมายมา เราช่วยดูว่างบเท่านี้ควรเริ่มตรงไหน ส่วนการปิดการขายยังเป็นของทีมขายคุณเหมือนเดิม นัดคุยฟรี 45 นาที ไม่มีข้อผูกมัด

    คำถามที่พบบ่อย

    ค่าบริการที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์เริ่มต้นเท่าไหร่?

    ส่วนใหญ่เริ่มราว 10,000 ถึง 15,000 บาทต่อเดือน แล้วขยับขึ้นตามงาน บางรายคิดรายชั่วโมงราว 1,500 ถึง 5,000 บาท ก่อนตกลงขอใบเสนอราคาที่บอกขอบเขตงานชัด ๆ

    ธุรกิจขนาดเล็กควรจ้างที่ปรึกษาเลยไหม?

    ถ้างบการตลาดยังไม่ถึงหลักหมื่นต่อเดือน จ้างเอเจนซี่ที่ให้คำปรึกษาพร้อมลงมือทำมักคุ้มกว่า เพราะจ่ายก้อนเดียวได้ทั้งแผนและคนทำ ที่ปรึกษาแยกจะเหมาะเมื่อคุณมีทีมของตัวเองแล้ว

    จ้างที่ปรึกษาแล้วต้องมีทีมการตลาดของตัวเองไหม?

    ควรมีอย่างน้อย 1 คนที่รับแผนไปทำต่อ เพราะที่ปรึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้ลงมือทำแคมเปญให้ ถ้ายังไม่มีคนเลย เลือกคนที่ลงมือทำให้ด้วย จะเห็นตัวเลขเร็วกว่า

    ถ้าไม่เห็นผล เปลี่ยนที่ปรึกษากลางทางได้ไหม?

    ได้ ถ้าสัญญาเปิดช่องไว้ ก่อนเปลี่ยนให้ขอคืนสิทธิ์เข้าบัญชีโฆษณา รายงานผล และรหัสเครื่องมือทุกตัว รายใหม่จะได้ทำงานต่อได้เลย

    ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ช่วยเรื่องอะไรได้บ้างนอกจากโฆษณา?

    ช่วยได้ทั้งโครงเว็บไซต์ SEO ระบบวัดผล Conversion และเส้นทางลูกค้าจนถึงปิดการขาย ขอบเขตขึ้นกับความถนัดของแต่ละคน ถามตั้งแต่นัดแรกว่าเก่งด้านไหน

    แหล่งอ้างอิง

  • งบ Google Ads B2B ตั้งเท่าไหร่ คำนวณจากมูลค่า Lead

    งบ Google Ads B2B ตั้งเท่าไหร่ คำนวณจากมูลค่า Lead

    ธุรกิจ B2B ดีลละหลายแสนบาท แต่หลายเจ้าตั้งงบโฆษณาเหมือนร้านค้า B2C คือกะตัวเลขกลม ๆ แล้วรอดูผล วิธีนี้ผิดตั้งแต่ต้น เพราะ B2B แข่งกันที่ Lead คุณภาพไม่กี่รายซึ่งมูลค่าสูงมาก บทความนี้พาคำนวณค่ายิง Google Ads B2B แบบย้อนกลับจากมูลค่า Lead จริง มีสูตร 3 ขั้น ตารางงบตามขนาดธุรกิจ และจุดที่งบมักรั่ว

    ทำไมงบ Google Ads ของ B2B ถึงต่างจาก B2C

    ก่อนเข้าสูตร ต้องรู้ก่อนว่าธรรมชาติของ B2B ต่างจากร้านค้าทั่วไปหลายข้อ

    • ดีลใหญ่กว่ามาก ดีลเดียวมูลค่าหลักแสนถึงหลักล้าน ปิดได้เดือนละไม่กี่ดีลก็คุ้มค่าโฆษณาทั้งปี ต่างจาก B2C ที่ขายทีละชิ้นราคาไม่กี่ร้อย
    • ตัดสินใจนานและผ่านหลายคน ลูกค้า B2B ไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว มักต้องเอาไปเสนอเจ้านายหรือฝ่ายจัดซื้อต่อ กว่าจะเซ็นสัญญาใช้เวลาหลายเดือน วัดผลรายวันแบบร้านค้าออนไลน์ไม่ได้
    • หลายเจ้าซื้อซ้ำทุกเดือน งาน B2B จำนวนมากเป็นการสั่งซ้ำประจำ ลูกค้า 1 รายที่ได้มาจึงมีมูลค่าตลอดอายุการเป็นลูกค้าสูงกว่าที่เห็นในดีลแรก
    • ค่าคลิกแพงกว่า คำค้นสายธุรกิจ เช่น ซอฟต์แวร์ เครื่องจักร งานรับเหมา ค่าคลิกราว 40-100 บาท สูงกว่าฝั่งผู้บริโภคหลายเท่า

    เพราะดีลใหญ่และผ่านการตัดสินใจหลายชั้น การหา Lead ที่มีคุณภาพพอให้ทีมขายปิดได้จึงยากกว่าการหาลูกค้า B2C ทั่วไป Lead คุณภาพ 10 รายต่อเดือนอาจสร้างรายได้มากกว่าร้านที่ได้ลูกค้าเป็นร้อยออเดอร์ ดังนั้นอย่าตั้งงบด้วยความรู้สึก ให้คำนวณย้อนจากมูลค่า Lead ของตัวเอง

    คำนวณงบประมาณที่จะใช้ยิง Google Ads สำหรับธุรกิจแบบ B2B

    สูตรคำนวณงบ Google Ads B2B แบบ 3 ขั้น

    เรามีสูตรคำนวณงบ Google Ads ฉบับภาพรวมสำหรับทุกธุรกิจอยู่แล้ว บทนี้เจาะเฉพาะ B2B ด้วยหลักคิดย้อนจากมูลค่า Lead 3 ขั้น

    1. หามูลค่าต่อ Lead จากดีลจริง

    เอามูลค่าดีลเฉลี่ย คูณอัตราปิดการขายของทีมขาย

    มูลค่าดีลเฉลี่ย × อัตราปิดการขาย = มูลค่าต่อ Lead

    ตัวอย่าง ดีลเฉลี่ย 300,000 บาท ปิดได้ 10 ดีลจากทุก 100 Lead หรือ 10% มูลค่าต่อ Lead จึงเท่ากับ 300,000 คูณ 10% ได้ 30,000 บาท ถ้ายังไม่เคยเก็บตัวเลขพวกนี้ เริ่มจากวางระบบหา Lead แบบ B2Bก่อน

    2. ตั้งเพดานค่า Lead ที่จ่ายไหว

    หลักที่เราใช้กับลูกค้า B2B คือยอมจ่ายค่าโฆษณาต่อ Lead (CPL) ราว 10-20% ของมูลค่าต่อ Lead จากตัวอย่างข้างบน มูลค่า Lead 30,000 บาท เพดาน CPL คือ 3,000-6,000 บาท ถ้าเกินเพดานบ่อย ให้กลับไปเช็คคีย์เวิร์ดและหน้าเว็บก่อน อย่าเพิ่งรีบเติมงบ

    3. คูณจำนวน Lead ที่ต้องการต่อเดือน

    ถามทีมขายว่าเดือนหนึ่งรับ Lead ไหวกี่ราย สมมติต้องการ 10 Lead ต่อเดือน งบที่ควรตั้งคือ

    10 Lead × CPL 3,000-6,000 บาท = งบ 30,000-60,000 บาทต่อเดือน

    ตัวเลขนี้ผูกกับมูลค่าดีลจริง และใช้คิดย้อนได้ว่า งบ 30,000 บาทควรคาดหวัง Lead ราว 5-10 ราย ไม่ใช่ 50 ราย

    ตารางงบแนะนำตามขนาดธุรกิจ B2B

    ถ้ายังไม่มีตัวเลขของตัวเอง ใช้ตารางนี้เป็นจุดตั้งต้น แล้วค่อยปรับตามสูตรเมื่อมีข้อมูลจริง

    ขนาดธุรกิจงบต่อเดือนคาดหวัง Lead/เดือนเหมาะกับ
    เริ่มทดสอบ20,000-30,000 บาท3-10 รายเพิ่งเริ่มยิง อยากรู้ว่าคำไหนได้ Lead จริง
    ยิงต่อเนื่องทุกเดือน30,000-80,000 บาท5-25 รายมีทีมขายรับ Lead ต่อเนื่องทุกเดือน
    ต้องการสเกล80,000-150,000+ บาท13-50 รายวัดผลครบ พร้อมขยายบริการหรือพื้นที่

    หมายเหตุ จำนวน Lead คำนวณจากเพดาน CPL 3,000-6,000 บาทตามตัวอย่างในสูตร ธุรกิจที่ค่าคลิกถูกกว่าจะได้ Lead มากกว่านี้ในงบเท่ากัน

    3 จุดที่งบ B2B มักรั่วโดยไม่รู้ตัว

    ตั้งงบถูกแล้ว แต่ถ้าปล่อย 3 จุดนี้ไว้ เงินก็ยังไหลออก

    • คีย์เวิร์ดปนคนทั่วไป ขายเครื่องผสมอาหารระดับโรงงาน แต่คนค้น “เครื่องผสมอาหารใช้ในบ้าน” คลิกเข้ามา คลิกละ 40-100 บาทเสียเปล่า ใช้ Keyword Planner คัดคำที่คนซื้อจริงค้นหา แล้วใส่ Negative Keyword กันคำฝั่งผู้บริโภคออก
    • ไม่มีระบบวัดถึงการปิดดีล ถ้าวัดแค่ยอดกรอกฟอร์ม ระบบจะเทงบให้คำที่ได้ Lead เยอะแต่ปิดไม่ได้ วางระบบวัดผลด้วย Google Tag Manager แล้วส่งข้อมูลเข้าเครื่องมือจัดการ Lead สำหรับ B2B เพื่อตามผลถึงวันปิดดีล
    • Landing Page ไม่คัดกรอง หน้าเว็บไม่บอกว่ารับงานแบบไหน ขั้นต่ำเท่าไร คนนอกกลุ่มก็กรอกเข้ามา ทีมขายเสียเวลา ใส่ข้อมูลคัดกรองไว้ตั้งแต่แรก

    อยากไล่เช็คทั้งบัญชีให้จบในรอบเดียว อ่านต่อที่ 7 จุดที่งบ Google Ads รั่วพร้อมวิธีอุด

    ตัวอย่างจริงจากลูกค้า B2B

    THRev (ซอฟต์แวร์บริหารรายได้โรงแรม) ขายซอฟต์แวร์ให้โรงแรม เมื่อวางงบโฆษณาโดยคิดย้อนจากมูลค่า Lead แบบเดียวกับสูตรในบทความนี้ ยอดปิดการขายโตกว่า 100% ภายใน 8 เดือน อ่านเพิ่มเติมเคส THRev

    Be Builder (พื้นอุตสาหกรรม) รับงานพื้นโรงงานซึ่งมูลค่าต่องานสูง หลังปรับโฆษณาให้เข้าถึงกลุ่มโรงงานที่ใช่ คนที่โทรและทักไลน์เข้ามาสอบถามตรงกลุ่มขึ้นชัดเจน ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) อยู่ที่ 20-30 เท่า อ่านเพิ่มเติมเคส Be Builder

    ให้เราคำนวณงบที่เหมาะกับธุรกิจคุณฟรี

    ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเลขของธุรกิจคุณควรเป็นเท่าไร ทักมาคุยกับเราได้ เราคำนวณงบที่เหมาะกับธุรกิจคุณให้ฟรีจากมูลค่าดีลจริง ถ้ามีบัญชีโฆษณาเดิม เราวิเคราะห์ให้ด้วยว่างบรั่วตรงไหน ก่อนตัดสินใจ ลองอ่านเกณฑ์เลือกเอเจนซี่ Google Ads ในกรุงเทพประกอบ

    คำถามที่พบบ่อย

    งบ Google Ads สำหรับ B2B ขั้นต่ำควรเริ่มที่เท่าไหร่?

    แนะนำเริ่มที่ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน เพราะค่าคลิกฝั่ง B2B ราว 40-100 บาท งบต่ำกว่านี้จะได้คลิกน้อยเกินกว่าจะรู้ว่าคำไหนได้ Lead จริง พอมีข้อมูลแล้วค่อยปรับตามสูตรมูลค่า Lead

    ไม่รู้อัตราปิดการขายของตัวเอง จะใช้สูตรนี้ได้ไหม?

    ใช้ได้ เริ่มจากตัวเลขกลาง ๆ ที่ 5-10% ไปก่อน แล้วเก็บสถิติจริงจากทีมขายสัก 2-3 เดือนมาแทนในสูตร งบจะแม่นขึ้นตามข้อมูลที่สะสม

    ค่า Lead เท่าไหร่ถึงเรียกว่าแพงเกินไปสำหรับ B2B?

    ให้เทียบกับมูลค่าต่อ Lead ของตัวเอง ไม่ใช่เทียบกับธุรกิจอื่น ถ้าค่า Lead เกิน 20% ของมูลค่าต่อ Lead เช่น มูลค่า 30,000 บาทแต่จ่ายเกิน 6,000 บาทต่อราย ถือว่าเกินเพดาน ควรกลับไปเช็คคีย์เวิร์ดกับหน้าเว็บ

    ธุรกิจ B2B ควรยิง Google Ads หรือทำ SEO ก่อน?

    สองอย่างนี้เสริมกันและทำคู่กันได้ Google Ads ได้ Lead เร็วตั้งแต่เดือนแรก ส่วน SEO ช่วยให้ลูกค้าเจอเราระหว่างหาข้อมูลซึ่งวงจรขาย B2B กินเวลานาน ถ้างบจำกัด เริ่มจาก Ads พิสูจน์คำค้นก่อน แล้วค่อยต่อยอด SEO กับคำเหล่านั้น

    วงจรขาย B2B ยาวหลายเดือน จะวัดว่าโฆษณาคุ้มได้ยังไง?

    วัดสองชั้น ชั้นแรกดูจำนวน Lead คุณภาพเทียบเพดาน CPL ที่ตั้งไว้ ชั้นที่สองตามต่อว่า Lead ชุดนั้นปิดเป็นดีลกี่รายเมื่อวงจรขายจบลง ถ้าวัดแค่ยอดคลิกอย่างเดียว จะสรุปผิดว่าแคมเปญไหนทำเงิน

    แหล่งอ้างอิง

  • ทำไม Landing Page B2B ไม่ได้ Lead ที่มีคุณภาพ พร้อมวิธีแก้

    ทำไม Landing Page B2B ไม่ได้ Lead ที่มีคุณภาพ พร้อมวิธีแก้

    ธุรกิจ B2B จำนวนมากลงทุนทำ Landing Page อย่างตั้งใจ ภาพสวย ข้อความครบ โฆษณาก็ยิงทุกวัน แต่ฟอร์มกลับเงียบ ต้องเข้าใจก่อนว่าหน้าที่ของ Landing Page ไม่ใช่การปิดการขาย แต่คือคัดกรองคนที่สนใจให้กลายเป็น Lead ที่มีคุณภาพ พร้อมส่งต่อให้ทีมขายไปปิด ปัญหาส่วนใหญ่จึงไม่ได้อยู่ที่ความสวย แต่อยู่ที่หน้าไม่ได้ออกแบบมาให้คนตัดสินใจแบบ B2B กล้าทิ้งข้อมูลไว้ บทความนี้รวม 6 ปัญหาที่เจอบ่อย พร้อมวิธีแก้และตัวเลขจากเคสจริง

    Landing Page B2B ต่างจาก B2C ตรงไหน

    Landing Page คือหน้าเว็บหน้าเดียวที่รับคนจากโฆษณาเพื่อให้ทำสิ่งเดียว เช่น กรอกฟอร์มหรือกดโทร อ่านพื้นฐานได้ใน Landing Page คืออะไร ส่วนหน้า B2B มีเงื่อนไขเพิ่ม 3 ข้อ

    • คนตัดสินใจหลายคน คนกรอกฟอร์มมักไม่ใช่คนอนุมัติงบ ต้องเอาข้อมูลไปเสนอต่อ
    • มูลค่าดีลสูง หลักแสนถึงหลักล้าน ไม่มีใครตัดสินใจชั่ววูบ
    • วงจรขายยาว หน้าเว็บจึงมีหน้าที่เริ่มบทสนทนา ไม่ใช่ปิดการขายในคลิกเดียว

    หน้า B2B ที่ยกโครงจากหน้าขายของ B2C จึงมักเงียบ ดูภาพรวมได้ใน กลยุทธ์ B2B Lead Generation

    ปัญหา Landing Page สำหรับ B2B

    6 ปัญหาบนหน้า B2B พร้อมวิธีแก้ทีละข้อ

    ไล่เช็คกับหน้าของคุณทีละข้อ ถ้าอยากทวนโครงหน้าเต็ม ๆ อ่านองค์ประกอบของ Landing Page ประกอบ

    1. Headline พูดเรื่องตัวเอง ไม่พูดปัญหาลูกค้า

    อาการ คนเข้ามาแล้วออกในไม่กี่วินาที

    สาเหตุ Headline เปิดด้วยชื่อบริษัทหรือสโลแกน เช่น “ผู้นำด้านโซลูชันอุตสาหกรรม” ลูกค้าอ่านแล้วไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกับปัญหาของเขา

    วิธีแก้ เปิดด้วยปัญหาหรือผลลัพธ์ของลูกค้า เช่น “ลดเวลางานจัดซื้อจาก 3 วันเหลือ 1 ชั่วโมง” แล้วค่อยบอกว่าคุณคือใคร

    2. ฟอร์มยาวเกิน ถามข้อมูลที่ยังไม่จำเป็น

    อาการ คนเลื่อนมาถึงฟอร์มแล้วหยุด ไม่กรอกต่อ

    สาเหตุ ถาม 8-10 ช่องตั้งแต่ครั้งแรก ทั้งงบ ตำแหน่ง เลขนิติบุคคล ทั้งที่เขายังไม่ทันไว้ใจ

    วิธีแก้ เหลือ 3-5 ช่อง คือชื่อ เบอร์ บริษัท และคำถามคัดกรอง 1 ข้อ ที่เหลือเก็บตอนทีมขายโทรคุย แล้วต่อฟอร์มเข้าระบบจัดเก็บ ดูตัวเลือกใน เครื่องมือทำ Lead Gen สำหรับ B2B

    3. ไม่มีหลักฐานความน่าเชื่อถือ

    อาการ คนอ่านจนจบหน้า แต่ไม่ติดต่อเข้ามา

    สาเหตุ ดีล B2B มูลค่าสูง คนกรอกต้องเอาชื่อบริษัทคุณไปเสนอเจ้านายต่อ ถ้าไม่มีอะไรยืนยันว่าคุณทำงานได้จริง เขาไม่กล้าเสี่ยง

    วิธีแก้ ใส่โลโก้ลูกค้าที่เคยร่วมงาน ตัวเลขผลลัพธ์ และเคสสั้น 1-2 เคสไว้ใกล้ฟอร์ม

    4. CTA เดียวใช้ทั้งหน้า และเป็นคำสั่งลอย ๆ

    อาการ คนเข้าหน้าพอสมควร แต่ยอดคลิกปุ่มน้อย

    สาเหตุ ทั้งหน้ามีแค่ปุ่ม “ติดต่อเรา” ซ้ำทุกจุด ไม่บอกว่ากดแล้วเกิดอะไร คนยังไม่พร้อมคุยจึงไม่มีทางไปต่อ

    วิธีแก้ เปลี่ยน CTA เป็นข้อเสนอ เช่น “รับใบเสนอราคาภายใน 24 ชั่วโมง” หรือ “ปรึกษาฟรี 45 นาที” และมีทางเลือกเบากว่า เช่น ดาวน์โหลดสเปกสินค้า ไว้รับคนที่ยังหาข้อมูล

    5. โหลดช้า และดูบนมือถือแล้วเพี้ยน

    อาการ ยอดคลิกโฆษณาปกติ แต่คนหายไประหว่างทาง หรือเข้าแล้วออกเร็วมาก

    สาเหตุ Google พบว่าหน้าโหลดเกิน 3 วินาที คนบนมือถือกว่าครึ่งกดออก และผู้บริหารจำนวนมากเปิดลิงก์จากมือถือ ถ้าหน้าเพี้ยน โอกาสหายไปเลย

    วิธีแก้ บีบขนาดรูป ตัด script ที่ไม่ได้ใช้ และทดสอบจากมือถือจริงก่อนยิงโฆษณา แนวการจัดหน้าดูได้ใน ออกแบบ UI ของ Landing Page

    6. ไม่มีระบบวัดผลว่าใครมาจากไหน

    อาการ มีคนติดต่อบ้าง แต่ตอบไม่ได้ว่ามาจากโฆษณาหรือคำค้นไหน

    สาเหตุ ไม่ได้ติด Conversion Tracking หน้าเว็บกับบัญชีโฆษณาจึงไม่เชื่อมกัน งบถูกเทไปที่แคมเปญผิดตัว

    วิธีแก้ ติดระบบวัดผลผ่าน Google Tag Manager ให้ครบทั้งฟอร์ม ปุ่มโทร และปุ่มไลน์ ทำตามได้ใน ติดตั้ง Conversion Tracking ด้วย GTM

    ก่อนแก้กับหลังแก้ ตัวเลขเปลี่ยนแค่ไหน

    จากหน้า B2B ที่เราเข้าไปปรับ ค่าเฉลี่ยที่เจอบ่อยเป็นแบบนี้

    ตัวชี้วัดก่อนแก้หลังแก้
    Conversion Rate ของหน้า1-2%3-6%
    ค่าต่อ Lead (CPL)800-1,500 บาท300-700 บาท
    คุณภาพ Leadปนคนผิดกลุ่มตรงกลุ่ม ทีมขายตามต่อเร็ว

    ตัวเลขจริงต่างกันตามอุตสาหกรรม แต่ทิศทางเหมือนกัน คือจ่ายเท่าเดิมแล้วได้คนที่ใช่มากขึ้น

    ตัวอย่างจริงจากธุรกิจ B2B ที่ปรับหน้าแล้วเห็นผล

    THRev (ซอฟต์แวร์โรงแรมแบบ B2B) หลังปรับ Landing Page พร้อมวางระบบวัดผลให้ครบ ยอดปิดการขายเติบโตกว่า 100% ภายใน 8 เดือน อ่านเพิ่มเติมเคส THRev

    Be Builder (พื้นอุตสาหกรรม) งานมูลค่าต่อโปรเจกต์สูง เมื่อหน้าเว็บสื่อสารกับกลุ่มโรงงานชัดขึ้นและวัดผลได้ครบ คนที่โทรและทักไลน์เข้ามาสอบถามก็ตรงกลุ่มขึ้น ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) อยู่ที่ 20-30 เท่า อ่านเพิ่มเติมเคส Be Builder

    ทั้งสองเคสไม่ได้เพิ่มงบโฆษณา แค่แก้หน้าปลายทางให้ทำหน้าที่คัดกรอง Lead ได้เต็มที่

    ให้เราวิเคราะห์ Landing Page ของคุณฟรี

    ถ้าไล่ครบ 6 ข้อแล้วยังไม่แน่ใจว่าหน้าของคุณติดตรงไหน ส่งลิงก์มาให้เราดูได้เลย เรารับวิเคราะห์ Landing Page ให้ฟรี ชี้ให้เห็นว่า Lead หลุดตรงไหนและควรแก้อะไรก่อน ธุรกิจที่ใช้แพ็คเกจดูแลโฆษณากับ MSK Media เราออกแบบ Landing Page ให้ฟรีในแพ็คเกจ เราหา Lead คุณภาพให้ ทีมขายของคุณเป็นคนปิด ถ้ากำลังเลือกคนดูแลโฆษณาอยู่ ดูเกณฑ์เลือกเอเจนซี่ Facebook Ads ประกอบได้

    คำถามที่พบบ่อย

    Landing Page B2B ควรยาวแค่ไหน?

    ยาวเท่าที่ตอบคำถามของคนตัดสินใจได้ครบ ส่วนใหญ่อยู่ที่ 5-7 ส่วน คือ Headline ปัญหา วิธีแก้ หลักฐาน และฟอร์ม ดีลยิ่งมูลค่าสูง หน้ายิ่งยาวได้ แต่ทุกส่วนต้องมีเหตุผลว่าอยู่เพื่ออะไร

    ควรโชว์ราคาบนหน้า B2B ไหม?

    ถ้าบอกตัวเลขตายตัวไม่ได้ ใช้ช่วงราคาหรือราคาเริ่มต้นแทน เพื่อคัดคนที่งบไม่ถึงออกตั้งแต่ต้น แต่ถ้าตลาดของคุณอ่อนไหวเรื่องราคา เก็บไว้คุยตอนเสนอราคาก็ได้

    ใช้ LINE หรือแชทแทนฟอร์มบนหน้า B2B ได้ไหม?

    ใช้คู่กันได้ ฟอร์มเหมาะกับคนที่พร้อมให้ข้อมูล ส่วน LINE เหมาะกับคนที่อยากถามสั้น ๆ ก่อน สิ่งสำคัญคือทุกช่องทางต้องติดระบบวัดผล ให้ตอบได้ว่าคนติดต่อมาจากโฆษณาตัวไหน

    มีเว็บไซต์บริษัทอยู่แล้ว ต้องทำ Landing Page แยกอีกไหม?

    ควรแยก เพราะหน้าแรกของเว็บมีเมนูหลายทิศทาง คนจากโฆษณาเข้าไปแล้วมักกระจายหาย ส่วน Landing Page มีเป้าเดียวคือให้คนทิ้งข้อมูลติดต่อ Conversion จึงต่างกันหลายเท่า

    แก้ Landing Page แล้วนานแค่ไหนถึงเห็นผล?

    ถ้ามีคนเข้าหน้าสม่ำเสมอ ปกติเห็นทิศทางใน 2-4 สัปดาห์ เพราะต้องรอจำนวนคนมากพอจะเทียบก่อนหลัง ระหว่างนี้ไม่ควรแก้หลายจุดพร้อมกัน จะได้รู้ว่าผลมาจากจุดไหน

    แหล่งอ้างอิง

  • เอเจนซี่ยิงแอด Facebook ฟรีแลนซ์ หรือทำเอง แบบไหนคุ้ม

    เอเจนซี่ยิงแอด Facebook ฟรีแลนซ์ หรือทำเอง แบบไหนคุ้ม

    ลองค้นคำว่า เอเจนซี่ Facebook Ads ที่ไหนดี ใน Google จะเจอหลายสิบเจ้าที่พูดคล้ายกันหมด แต่คำถามแรกไม่ใช่ “จ้างเจ้าไหน” คือ “ควรจ้างหรือยัง” เพราะบางธุรกิจทำเองก็พอ บางธุรกิจจ้างฟรีแลนซ์คุ้มกว่า บทความนี้เทียบ 3 ทางเลือกด้วยราคาตลาดจริง ขอบเขตงาน วิธีวัดผล พร้อมเช็คลิสต์ก่อนเซ็นสัญญา

    เอเจนซี่ Facebook Ads ทำอะไรให้บ้าง

    เอเจนซี่ Facebook Ads คือบริษัทที่รับดูแลโฆษณา Facebook แทนคุณ ตั้งแต่วางกลยุทธ์ ตั้งค่าแคมเปญ เตรียมภาพและข้อความโฆษณา ติดระบบวัดผล จนถึงรายงานสรุปทุกเดือน ค่าบริการเริ่มราว 15,000 บาทต่อเดือน หรือ 10-20% ของงบโฆษณา แยกจากค่าโฆษณาที่จ่ายให้ Meta คนละก้อน

    เปรียบเทียบ 3 ทางเลือกในตารางเดียว

    สรุปภาพรวมทั้ง 3 แบบ

    ทางเลือกค่าใช้จ่ายต่อเดือนขอบเขตงานเหมาะกับใครวิธีวัดผล
    ทำเองค่าโฆษณา บวกเวลาและค่าทำคอนเทนต์ที่ต้องลงเองคิดคอนเทนต์ ทำภาพ ตั้งค่า และดูผลเองทั้งหมดงบน้อย มีเวลาและอยากเรียนรู้ดูตัวเลขใน Ads Manager เอง
    ฟรีแลนซ์มือใหม่ 3,000-6,000 มืออาชีพ 8,000-15,000ตั้งค่าและปรับแคมเปญ งานภาพแล้วแต่ตกลงงบจำกัด อยากมีคนช่วยดูรายงานสรุปรายสัปดาห์หรือรายเดือน
    เอเจนซี่เจ้าเล็ก 15,000-30,000 เจ้าใหญ่ 35,000 ขึ้นไป หรือ 10-20% ของงบกลยุทธ์ โฆษณา Landing Page ระบบวัดผลงบแอด 30,000 ขึ้นไปDashboard ถึงระดับต้นทุนต่อ Lead

    1. ทำเอง ไม่มีค่าจ้าง แต่จ่ายด้วยเวลาและแรงของคุณ

    ต้องเข้าใจก่อนว่าการยิงแอดเองไม่ใช่แค่กดตั้งค่าใน Ads Manager แล้วจบ ยังต้องคิดคอนเทนต์ เขียนสคริปต์ ถ่ายและทำภาพโฆษณาเอง แล้ววนดูผลปรับแก้ทุกวัน งบจริงจึงไม่ใช่ศูนย์บาท เพราะต้องแลกด้วยเวลาและแรงของคุณเข้าไปด้วย เหมาะกับช่วงเริ่มต้นที่งบยังน้อย เปิดบัญชีฟรี เริ่มได้ด้วยงบวันละหลักร้อย ดูพื้นฐานจากคู่มือใช้ Facebook Ads Manager ฉบับเริ่มต้น และเช็คค่ายิงแอด Facebook เริ่มต้นที่เท่าไหร่ ก่อนตั้งงบก้อนแรก

    ข้อดี

    • ไม่มีค่าจ้าง งบที่เป็นตัวเงินลงที่ค่าโฆษณาก้อนเดียว
    • เห็นข้อมูลลูกค้าเองทุกวัน เข้าใจตลาดเร็วขึ้น

    ข้อจำกัด

    • กินเวลาเจ้าของธุรกิจเยอะ ทั้งคิดคอนเทนต์ ทำภาพ ตั้งค่า และนั่งดูผลเอง
    • ใช้เวลาเรียนรู้หลายเดือน งบช่วงลองผิดลองถูกคือค่าเรียน
    • เจอปัญหาบัญชีถูกระงับ ต้องหาช่องทางติดต่อเจ้าหน้าที่ Facebook เอง

    2. ฟรีแลนซ์ ค่าจ้างเบากว่า ขอบเขตงานแคบกว่า

    ฟรีแลนซ์มือใหม่คิดราว 3,000-6,000 บาทต่อเดือน ส่วนมืออาชีพที่มีผลงานอยู่ราว 8,000-15,000 บาท ถือเป็นทางกลางระหว่างทำเองกับจ้างเอเจนซี่ คือได้คนช่วยดูแลโดยยังไม่ต้องจ่ายค่าบริการก้อนใหญ่ ดูตัวเลขเทียบละเอียดในราคาจ้างยิงแอดแบบฟรีแลนซ์เทียบเอเจนซี่

    ข้อดี

    • ราคาเข้าถึงได้ เหมาะกับงบโฆษณาหลักหมื่นต้น ๆ ที่ยังไม่คุ้มกับค่าบริการเอเจนซี่
    • คุยกับคนทำงานจริงคนเดียว ตัดสินใจและปรับแก้ได้เร็ว ไม่ต้องผ่านหลายชั้น

    ข้อจำกัด

    • ฟรีแลนซ์ 1 คนมักรับหลายบัญชีพร้อมกัน เวลาที่ให้แต่ละบัญชีจึงจำกัด
    • งานภาพและหน้า Landing Page ส่วนใหญ่ไม่รวมในราคา ต้องหาคนทำเพิ่มเอง
    • ถ้าฟรีแลนซ์หยุดรับงานหรือติดต่อไม่ได้ งานสะดุดทั้งหมด เพราะไม่มีทีมสำรองมารับช่วง

    3. เอเจนซี่ ค่าบริการสูงกว่า แต่คุมได้และประหยัดเวลาเจ้าของ

    เอเจนซี่ขนาดเล็กคิดราว 15,000-30,000 บาทต่อเดือน เจ้าใหญ่เริ่ม 35,000 บาทขึ้นไป หรือ 10-20% ของงบโฆษณา ค่าบริการดูสูงกว่าสองแบบแรก แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่คุมได้และรู้ล่วงหน้า และยังไม่สูงเท่าจ้างพนักงานการตลาดประจำให้ครบทุกตำแหน่ง ทั้งคนวางกลยุทธ์ คนทำภาพ และคนดูตัวเลข ที่สำคัญคือประหยัดเวลาของเจ้าของธุรกิจ เพราะไม่ต้องลงมือทำเองทุกขั้น สิ่งที่จ่ายแล้วได้กลับมาคือระบบที่ทำงานให้ ไม่ใช่แค่คนกดยิงแอดแทน

    ข้อดี

    • ดูแลหลายด้านในสัญญาเดียว ทั้งกลยุทธ์ ชิ้นงานโฆษณา หน้า Landing Page และระบบวัดผล
    • วางแผนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน เช่น ยิงคู่กับ Google ตามแนวทางโฆษณา Google สำหรับธุรกิจรับจัด Event
    • รายงานอิงตัวเลขธุรกิจ เช่น ต้นทุนต่อ Lead ไม่ใช่แค่ยอดคลิก

    ข้อจำกัด

    • ถ้างบแอดน้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ค่าบริการจะแพงเกินเนื้องาน
    • คุณภาพแต่ละเจ้าต่างกันมาก ต้องคัดด้วยเช็คลิสต์ข้างล่างนี้
    เมื่อไหร่ควรจ้าง Agency ยิงแอด Facebook?

    สรุป ธุรกิจแบบไหนควรเลือกแบบไหน

    ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ให้ดูจากงบโฆษณาต่อเดือนกับเวลาที่คุณมีเป็นหลัก

    • งบต่ำกว่า 15,000 บาท และพอมีเวลาเรียนรู้ ทำเองก่อนคุ้มสุดในช่วงเริ่ม เพราะงบทั้งก้อนลงที่ค่าโฆษณา ไม่เสียไปกับค่าจ้าง
    • งบ 15,000-30,000 บาท แต่ไม่มีเวลานั่งปรับเอง จ้างฟรีแลนซ์มืออาชีพช่วยดู ได้คนช่วยโดยค่าจ้างยังไม่หนัก
    • งบเกิน 30,000 บาท และอยากได้ระบบครบ ขยับมาเอเจนซี่ เพราะได้ทั้งกลยุทธ์ หน้าเว็บ และระบบวัดผลในสัญญาเดียว
    • ยิงหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน เช่น Facebook คู่กับ Google เอเจนซี่ที่วางแผนรวมให้จะคุมทิศทางง่ายกว่าจ้างฟรีแลนซ์แยกหลายคน

    หลักคือจับคู่รูปแบบให้ตรงกับงบและเวลา ไม่ใช่เลือกจากราคาถูกสุดหรือแพงสุด

    เช็คลิสต์ 5 คำถามก่อนเซ็นสัญญา

    ถาม 5 ข้อนี้ให้ครบ คำตอบบอกได้ว่าเจ้านั้นทำงานเป็นระบบแค่ไหน

    • เจ้าของบัญชีโฆษณาเป็นใคร ควรเป็นชื่อธุรกิจของคุณ ข้อมูลจะได้อยู่กับคุณแม้เลิกสัญญา
    • มีเคสธุรกิจแบบเดียวกันไหม ขอดูผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่โลโก้ลูกค้าเรียงเป็นแถว
    • วัดผลจากอะไร ควรเป็นจำนวนคนติดต่อหรือยอดขาย และถามว่าดูแลหน้ารับคนคลิกไหม เพราะหน้า Landing Page แบบ B2B ที่คนเข้าแต่ไม่ทัก คือจุดรั่วที่เจอบ่อย
    • รายงานยังไง บ่อยแค่ไหน ควรมีรายงานที่อ่านรู้เรื่อง และระบบเก็บรายชื่อคนติดต่อให้ทีมขายตามต่อ แบบเดียวกับเครื่องมือเก็บ Lead ของธุรกิจ B2B
    • ค่าบริการคิดแบบไหน เหมารายเดือนหรือเปอร์เซ็นต์จากงบ รวมงานภาพไหม มีค่าปรับถ้ายกเลิกก่อนกำหนดหรือเปล่า

    เกณฑ์ชุดนี้ใช้คัดเอเจนซี่ฝั่ง Google ได้เหมือนกัน ดูฉบับละเอียดในเกณฑ์เลือกเอเจนซี่ Google Ads ในกรุงเทพ

    ตัวอย่างผลลัพธ์จากลูกค้าที่เลือกรูปแบบตรงกับธุรกิจ

    ตัวเลขด้านล่างมาจากลูกค้าจริงของ MSK Media

    • UGO รถกอล์ฟไฟฟ้า ใช้ Google, Facebook และ IG Ads ร่วมกัน คนที่ทักเข้ามาสอบถามเพิ่มจากวันละ 2-3 ราย เป็นวันละ 10 ราย อ่านเพิ่มเติมเคส UGO
    • Unji Tank วัสดุตกแต่งภายนอก มีคนติดต่อเข้ามาเฉลี่ยวันละ 7 ราย ยอดขายเพิ่มราว 100,000 บาทต่อเดือน อ่านเพิ่มเติมเคส Unji Tank
    • Be Builder พื้นอุตสาหกรรม คนที่โทรและทักไลน์เข้ามาสอบถามตรงกลุ่มขึ้น ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) อยู่ที่ 20-30 เท่า อ่านเพิ่มเติมเคส Be Builder

    ทั้ง 3 รายไม่ได้โตเพราะจ้างแพง แต่เพราะเลือกรูปแบบตรงกับงบและเป้าหมายของตัวเอง

    ให้เราวิเคราะห์บัญชีโฆษณา Facebook ของคุณฟรี

    MSK Media รับดูแล Facebook Ads เปิดมา 5 ปี ดูแลธุรกิจมากกว่า 100 ราย หน้าที่ของเราคือหา Lead คุณภาพเข้ามา ส่วนการปิดการขายเป็นหน้าที่ทีมขายของคุณ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรจ้างหรือยัง ส่งบัญชีให้เราวิเคราะห์ฟรีก่อนได้ เราจะชี้จุดที่งบรั่ว และบอกตรงไปตรงมาถ้าปรับเองแล้วคุ้มกว่า

    คำถามที่พบบ่อย

    เอเจนซี่ Facebook Ads ที่ไหนดี ควรดูจากอะไร?

    ดู 3 อย่างก่อนดูราคา คือมีเคสธุรกิจแบบเดียวกับคุณไหม วัดผลด้วยตัวเลขอะไร และให้ธุรกิจเป็นเจ้าของบัญชีโฆษณาหรือเปล่า ถ้าตอบได้ชัดทั้ง 3 ข้อ ราคาที่ต่างกันไม่กี่พันบาทมักไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาด

    ค่าบริการเอเจนซี่รวมค่าโฆษณาแล้วหรือยัง?

    ส่วนใหญ่ไม่รวม ค่าบริการจ่ายให้เอเจนซี่ ส่วนค่าโฆษณาจ่ายให้ Meta อีกก้อนตามงบที่ตั้ง ก่อนเซ็นให้ถามชัดว่าตัวเลขที่คุยกันคือก้อนไหน

    งบโฆษณาน้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ควรจ้างเอเจนซี่ไหม?

    ยังไม่จำเป็น งบระดับนี้เหมาะกับทำเองหรือจ้างฟรีแลนซ์ก่อน เพราะค่าบริการเอเจนซี่จะกินสัดส่วนงบมากเกินไป เมื่องบเกิน 20,000 บาทและเริ่มดูแลไม่ทัน ค่อยขยับมาใช้เอเจนซี่

    สัญญากับเอเจนซี่ส่วนใหญ่ผูกมัดนานแค่ไหน?

    ตลาดไทยส่วนใหญ่กำหนดขั้นต่ำ 3-6 เดือน บางเจ้ามีค่าปรับถ้ายกเลิกก่อนกำหนด แต่สำหรับ MSK Media ไม่มีสัญญาผูกมัด ลูกค้าสามารถใช้บริการทำโฆษณากับ MSK Media อย่างสบายใจได้เลย.

    จ้างเอเจนซี่แล้วเจ้าของธุรกิจต้องทำอะไรเองบ้าง?

    หลัก ๆ 2 เรื่อง คือให้ข้อมูลสินค้ากับจุดขาย และจัดคนรับสายตอบแชทให้เร็ว เพราะเอเจนซี่พาคนสนใจเข้ามา แต่คนปิดการขายคือทีมขายของคุณ

    แหล่งอ้างอิง